The Clinical Spectrum and a New Theory of Pathogenesis of True Exfoliation Syndrome

ผลงาน The Clinical Spectrum and a New Theory of Pathogenesis of True Exfoliation Syndrome

ความสำคัญของผลงานวิจัยทางคลินิกเรื่อง “The clinical spectrum and a new theory of pathogenesis of true exfoliation syndrome (TEX) ” ตีพิมพ์ในวารสาร Ophthalmology
  1. นับตั้งแต่มีการค้นพบโรคในปีค.ศ.1922 มาเกือบศตวรรษ (95 ปี)  ได้มีรายงานผู้ป่วย TEX ทั้งสิ้นเพียง 121 ราย ใน 37 articles (เฉลี่ย 3.3 รายต่อ article) ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้จึงบกพร่องไม่มีข้อสรุปชัดเจน  เราได้ศึกษารวบรวมผู้ป่วยไทยในรพ.รามาธิบดี ใช้เวลา 4 ปี (2012 - 2016) ได้ 259 ราย นับเป็น world largest series และได้วิจัยเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้า (prospective study) นอกจากการตรวจด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เราได้นำการถ่ายรูปคุณภาพสูง และ การสร้างภาพแบบต่อเนื่อง (serial phtography & imaging) มาใช้ติดตามผู้ป่วย พร้อมกับศึกษา histopathology โดยทำการตรวจวิเคราะห์ ultrastructure ด้วย light microscopy (211 ตา) scanning electron microscopy (19 ตา) และ transmission electron microscopy (20 ตา) นับเป็นจำนวนมากกว่าที่เคยมีรายงานมาก่อนของทุก articles ในอดีตทั้งหมดรวมกัน  แล้วนำผลการศึกษามาสร้างสรรองค์ความรู้ใหม่ (body of knowledge) ได้อย่างลงตัว
  2. เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในวรรณกรรม (literature) คือ ค้นพบระยะแรกเริ่มของโรคเป็นครั้งแรก เพิ่มเติมไปจากระยะที่เคยรายงานในอดีต ครั้นนำรวบรวมเข้าด้วยกันก็สามารถ สร้าง clinical spectrum ของโรคได้สมบูรณ์ และเสนอวิธีการแบ่งโรคแบบใหม่ (new clinical classification) ตามความรุนแรงออกเป็น 4 ระยะ
  • ค้นพบลักษณะใหม่ของโรคคือ double delamination และpigment deposition
  • ค้นพบว่าการขาดของ anterior lens zonules เป็นปฐมเหตุแล้วมี  iris movement และ aqueous flow มาเสริมการพัฒนาการของโรค  การค้นพบนี้ได้ปฎิวัติความเข้าใจของโรคแต่ดั้งเดิมและนำมาถึง
         ทฤษฎีใหม่ อธิบายพยาธิสภาพและพยาธิกำเนิดโรค  การตั้งทฤษฎีขึ้นใหม่เป็นความท้าทายอย่างยิ่งในวงการแพทย์เพราะจะมีผลกระทบกับการรักษาผู้ป่วยแพร่หลายทั่วโลก จำเป็น ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มั่นคง (solid eveidence) เราได้นำผลการวิจัยทั้งทาง clinical และ basic science มาพิสูจน์ปรากฎการณ์ของโรคได้ครบถ้วน จนเป็นที่ยอมรับไร้ข้อโต้แย้งของวารสาร OPHTHALMOLOGY อันเป็นวารสารของสมาคมจักษุแพทย์อเมริกัน (the offiial journal of American Academy of Ophthalmology) และอนุญาตให้ตั้งชื่อเรื่อง (title) ประกาศเป็น “New Theory”  ซึ่งเป็นโอกาสน้อยมากที่วารสารชั้นหนึ่งของโลกจะมอบให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการศึกษาที่ไม่ได้ทำในประเทศสหรัฐอเมริกา  นับเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจสูงสุดของงานวิจัยในรามาธิบดี
          การประยุกต์เชื่อมโยง และอธิบายภาวะแทรกซ้อนทางคลินิกของ TEX ซึ่งไม่เคยมีการกล่าวถึงมาก่อน ได้แก่
anterior lens dislocation
angle closure glaucoma
double ring sign ระหว่างการผ่าตัดต้อกระจก
cataract
  • แสดงวิธีการสร้างภาพ (imaging) ของ TEX ด้วย Scheimpflug photography, static and dynamic ultrasound biomicroscopy และ optical coherence tomography ยังประโยชน์ต่อการวินิจฉัย และเฝ้าติดตามการดำเนินโรค TEX แบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน