You are here

หลักสูตรเพื่อประกาศนียบัตรวิชาชีพเวชกรรมด้านเวชศาสตร์ครอบครัวการบริบาลแบบประคับประคอง

หลักสูตรเพื่อประกาศนียบัตรวิชาชีพเวชกรรม
ด้านเวชศาสตร์ครอบครัวการบริบาลแบบประคับประคอง
ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

๑. ชื่อหลักสูตร

(ภาษาไทย) หลักสูตรเพื่อประกาศนียบัตรวิชาชีพเวชกรรมด้านเวชศาสตร์ครอบครัวการบริบาลแบบประคับประคอง

(ภาษาอังกฤษ) Training Curriculum for Certificate of Medical Proficiency in Palliative Care in Family Medicine

๒. ชื่อประกาศนียบัตร

ชื่อเต็ม

(ภาษาไทย) ประกาศนียบัตรวิชาชีพเวชกรรมด้านเวชศาสตร์ครอบครัวการบริบาลแบบประคับประคอง

(ภาษาอังกฤษ) Certificate of Medical Proficiency in Palliative Care in Family Medicine

ชื่อย่อ

(ภาษาไทย) ป. เวชศาสตร์ครอบครัวการบริบาลแบบประคับประคอง

(ภาษาอังกฤษ) Cert. in Palliative Care in Family Medicine 

๓. หน่วยงานที่รับผิดชอบ

ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

๔. พันธกิจของหลักสูตร

เพื่อผลิตแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญสามารถดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองที่มีความซับซ้อนอย่างมีคุณภาพ มาตรฐาน มีความเป็นผู้นำ สามารถทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพเพื่อประสานการดูแลแบบประคับประคองอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน และตอบสนองต่อความต้องการด้านสาธารณสุขของประเทศไทย

๕. ผลลัพธ์ของการฝึกอบรม/หลักสูตร

เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรม แพทย์ผู้เข้าอบรมต้องมีคุณสมบัติ และความรู้ความสามารถขั้นต่ำตามสมรรถนะหลักทั้ง ๖ ด้านดังต่อไปนี้

๕.๑ การดูแลรักษาผู้ป่วย (Patient Care)

๕.๑.๑ ประเมินลักษณะทางคลินิกของโรคหรือปัญหาสุขภาพที่สำคัญและพบบ่อยในผู้ป่วยระยะประคับประคอง (Clinical assessment)

๕.๑.๒ ตรวจหาสาเหตุและวิเคราะห์โรคหรือปัญหาสุขภาพที่สำคัญและพบบ่อยในผู้ป่วยระยะประคับประคอง (Patient investigation)

๕.๑.๓ ให้การดูแลรักษาหรือบรรเทาอาการต่างๆที่พบบ่อยในผู้ป่วยระยะประคับประคอง (Symptom palliation) เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ทั้งการดูแลที่เป็นการใช้ยา เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ การแพทย์ทางเลือกและแบบผสมผสาน และวีธีการดูแลอื่นๆที่จำเป็น โดยอ้างอิงจากเวชปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ 

๕.๑.๔ ดูแลสุขภาพของผู้ป่วยระยะประคับประคองและครอบครัวอย่างเป็นองค์รวม (Holistic care)

๕.๑.๕ ให้การป้องกันและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่สำคัญและพบบ่อยในผู้ป่วยระยะประคับประคองได้ (Health prevention) 

๕.๑.๖ ให้การดูแลผู้ป่วยและครอบครัวเมื่อผู้ป่วยใกล้จะเสียชีวิต (Impending death and peri-death management)

๕.๑.๗ ประเมิน ติดตาม และดูแลสมาชิกครอบครัวหรือผู้ดูแลที่มีภาวะเศร้าโศก รวมทั้งสามารถทำงานประสานกับวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามดูแลครอบครัวหรือผู้ดูแลที่มีภาวะเศร้าโศกที่ผิดปกติได้อย่างเหมาะสม (Grief and bereavement care)

๕.๑.๘ ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง ผู้ดูแล หรือครอบครัวที่บ้านหรือในชุมชนได้อย่างเหมาะสม (Community-based care)

๕.๒ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการนำไปใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วยและสังคมรอบด้าน

(Medical Knowledge and Skills)

๕.๒.๑ ความรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานของร่างกายและจิตใจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง เช่น ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และเภสัชวิทยาคลินิก เป็นต้น

๕.๒.๒ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในโรคหรือปัญหาสุขภาพที่สำคัญและพบได้บ่อยในผู้ป่วยระยะประคับประคอง 

๕.๒.๓ มีทักษะในวิชาชีพ สามารถทำหัตถการที่จำเป็นต่อการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองได้ด้วยตนเอง

๕.๒.๔ ความรู้ทางด้านกฎหมายและหลักการทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง

๕.๓ การเรียนรู้จากการปฏิบัติและการพัฒนาตนเอง (Practice-based Learning and Improvement)

๕.๓.๑ วิพากษ์บทความและงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อใช้ในการพัฒนาตนเองให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

๕.๓.๒ เรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ได้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ 

๕.๓.๓ สามารถใช้สารสนเทศทางการแพทย์เพื่อพัฒนาวิชาชีพของตนเองอย่างเหมาะสม 

๕.๔ ทักษะปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสาร (Interpersonal and Communication Skills)

๕.๔.๑ นำเสนอข้อมูลผู้ป่วย และอภิปรายปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

๕.๔.๒ ถ่ายทอดความรู้และทักษะให้แพทย์หรือนักศึกษาแพทย์

๕.๔.๓ สื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัวได้เป็นอย่างดี เพื่อให้เข้าใจความต้องการด้านสุขภาพ เป้าหมาย และความคาดหวังในการดูแลของผู้ป่วยหรือครอบครัว 

๕.๔.๔ ให้โอกาสผู้ป่วยและครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลรักษาของตนเอง รวมทั้งเพื่อวางแผนการดูแลทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อเนื่องจนผู้ป่วยเสียชีวิต

๕.๔.๕ สื่อสาร ประสานการทำงาน และวางแผนการดูแลร่วมกับทีมสหวิชาชีพอื่น เพื่อให้การดูแลครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

๕.๔.๖ ให้ความรู้แก่ทีมสหวิชาชีพและประชาชนทั่วไปในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง  

๕.๕ ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism)

๕.๕.๑ มีคุณธรรม จริยธรรม และเจตคติที่ดีต่อผู้ป่วย ครอบครัวของผู้ป่วย ชุมชน และผู้ร่วมงานสหวิชาชีพ โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพและกฎหมาย

๕.๕.๒ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม

๕.๕.๓ มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ค้นคว้า เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

๕.๕.๔ สามารถปฏิบัติงานแบบสหวิชาชีพหรือเป็นทีมได้

๕.๖ การปฏิบัติงานให้เข้ากับระบบ (System-based Practice)

๕.๖.๑ มีความรู้เกี่ยวกับระบบสุขภาพของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง

๕.๖.๒ มีความรู้และมีส่วนร่วมในระบบพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย

๕.๖.๓ มีความรู้เรื่องรูปแบบของการจัดบริการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เหมาะสมในแต่ละบริบท เช่น ในโรงพยาบาล ที่บ้าน (Home ward) สถานดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (Hospice) การดูแลด้วยเครือข่ายภายในชุมชน รวมทั้งวิธีการส่งต่อระหว่างระบบบริการและการจัดการทรัพยากรสุขภาพที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย

๕.๖.๔ การใช้ทรัพยากรสุขภาพเข้ามามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างเหมาะสม และสามารถปรับเปลี่ยนการดูแลรักษาผู้ป่วยให้เข้ากับบริบทของการบริการสาธารณสุขได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ 

๖. ระยะเวลาของการฝึกอบรม

การฝึกอบรมมีระยะเวลาทั้งสิ้น ๑ ปี โดย แพทย์ที่เข้าอบรมต้องได้รับการฝึกอบรมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๐ ของระยะเวลาการอบรมทั้งหมด และเวลาของการฝึกอบรมในแต่ละส่วนย่อยของหลักสูตรต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ จึงจะมีสิทธิ์ได้รับการประเมินเพื่อประกาศนียบัตร ในกรณีลาเกินกว่ากำหนด ต้องขยายเวลาฝึกอบรมให้ครบตามเกณฑ์ มีจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการประเมินเพื่อประกาศนียบัตร

๗. ปีที่คาดว่าจะเริ่มการฝึกอบรม ปีการศึกษา ๒๕๖๒

๘. คุณสมบัติทั่วไปของผู้เข้ารับการฝึกอบรม

๘.๑ แพทย์ที่เข้าอบรมจะต้องมีหลักฐานแสดงการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม และวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา ในสาขาใดสาขาหนึ่งดังต่อไปนี้

  • สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว
  • สาขาจิตเวชศาสตร์
  • สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา
  • สาขาอายุรศาสตร์และอนุสาขา
  • สาขาวิสัญญีวิทยา
  • สาขาสูตินรีเวชวิทยา
  • สาขาศัลยศาสตร์
  • สาขากุมารเวชศาสตร์
  • สาขาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์
  • สาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
  • สาขาอายุรศาสตร์โรคเลือด

๘.๒ ต้องมีต้นสังกัด

ทางภาควิชาฯ มีนโยบายรับผู้พิการเข้ารับการอบรม อย่างไรก็ตามลักษณะของความพิการต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกอบรมหรือการสำเร็จการศึกษา

๙. การคัดเลือกผู้เข้าอบรม

  • ภาควิชาฯ จะทำการประกาศคุณสมบัติรายละเอียดเอกสารการรับสมัครและเกณฑ์การคัดเลือกผ่านทางเว็บไซต์ของภาควิชาฯ
  • เปิดรับสมัครและคัดเลือกตามกำหนด
  • แต่งตั้งคณะกรรมการอย่างน้อย ๓ ท่านเพื่อทำหน้าที่สัมภาษณ์และพิจารณาแพทย์ที่สมัครรับการอบรมที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกำหนด กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการขัดกันของผลประโยชน์ในการคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรม
  • การตัดสินการคัดเลือกแพทย์ที่ได้รับเข้าอบรม พิจารณาตามข้อกำหนดต่าง ๆ ดังนี้
    • หนังสือรับรอง (Letter of recommendation) ประวัติความประพฤติ ความรับผิดขอบจำนวน ๒ ฉบับ
    • ผลการทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษ (English proficiency requirement) ตามที่คณะฯ กำหนด
    • หนังสือแนะนำตัว (Personal statement) และประสบการณ์ทำงานด้านการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง
    • ต้องมีต้นสังกัด
    • คะแนนจากการสอบสัมภาษณ์
  • การคัดเลือกจะใช้วิธีเรียงลำดับคะแนนตามจำนวนแพทย์ที่รับได้ และกรณีที่คะแนนใกล้เคียงกันจะขึ้นกับดุลยพินิจของคณะกรรมการคัดเลือก
  • การประกาศผลจะมีการโทรศัพท์ไปแจ้งผลแก่ผู้สมัครโดยตรง
  • หากผู้สมัครต้องการอุทธรณ์ผลการคัดเลือก สามารถทำได้โดยการยื่นคำร้องเพื่อขอตรวจสอบคะแนนได้ หลังการประกาศผลการคัดเลือกอย่างเป็นทางการภายใน 15 วัน
  • สำหรับวันเวลาและรายละเอียดในการเปิดรับสมัครจะแจ้งให้ทราบทางเว็บไซต์ต่อไป (ประมาณกลางเดือนมีนาคม ๒๕๖๒)
ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว  FamMed.mahidol.ac.th
สำนักงาน: อาคาร 4  ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 
โทรศัพท์ 02-201-1486