ปรัชญา: ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ

You are here

เกี่ยวกับสาขา

ประวัติความเป็นมา

    เมื่อแรกเปิดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในปี พ.ศ. 2512 ได้จัดตั้ง “หน่วยเวชศาสตร์อุตสาหกรรม (Industrial Medicine)” สังกัดภาควิชาอายุรศาสตร์ เพื่อดูแลปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการทำงานในด้านอุตสาหกรรม โดยมีรองศาสตราจารย์นายแพทย์สมจิตต์  วิริยานนท์ เป็นหัวหน้าหน่วยฯ และได้ดำเนินงานด้านการสอนนักศึกษาแพทย์ แพทย์ฝึกหัด  และแพทย์ประจำบ้าน โดยเน้นทางด้านพิษวิทยาคลินิกและอาชีวเวชศาสตร์ (Occupational Health)  และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยฯได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หน่วยพิษวิทยา”    ซึ่งในเวลาต่อมาวิชาการด้านเภสัชวิทยาคลินิก (Clinical Pharmacology) ได้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ประกอบกับในปี พ.ศ. 2524 อาจารย์นายแพทย์พลวัต เจณณวาสิน และอาจารย์นายแพทย์สมิง เก่าเจริญ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้สำเร็จการฝึกอบรมด้านเภสัชวิทยาคลินิกและพิษวิทยาจากประเทศสหรัฐอเมริกากลับมาในเวลาใกล้เคียงกัน จึงเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนางานด้านเภสัชวิทยา อาทิเช่นการเลือกใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับผู้ป่วย การปรับยาให้เหมาะสมกับโรคและภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย  ทางหน่วยฯได้นำวิชาการใหม่ๆ ใน 2 แขนงมาประยุกต์ใช้ในด้านการเรียน การสอน การวิจัย และการบริการ  แต่ในปี พ.ศ. 2525 หน่วยฯได้เสียกำลังที่สำคัญไปเนื่องจากอาจารย์นายแพทย์พลวัต เจณณวาสินเสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุทางเรือ   อย่างไรก็ตาม กิจกรรมต่างๆของหน่วยก็ยังคงดำเนินการต่อไปและเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่ทำ เมื่อปี พ.ศ. 2527 หน่วยฯจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หน่วยเภสัชวิทยาคลินิกและพิษวิทยา”  จนถึงปัจจุบัน

     เมื่อประเทศไทยได้พัฒนาตามแนวทางของประเทศอุตสาหกรรม ประกอบกับมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการใช้สารเคมีภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการใช้ยารักษาโรค   ทำให้มีการใช้สารเคมีในกิจกรรมต่างๆมากขึ้น เป็นผลให้เกิดปัญหาการเกิดเป็นพิษสูงขึ้น แต่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์กลับไม่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้วิชาการด้านพิษวิทยาคลินิก เนื่องจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาคลินิกและเภสัชวิทยาในประเทศมีเพียงไม่กี่ท่านและจำกัดอยู่ในคณะแพทยศาสตร์เพียงบางแห่งเท่านั้น นอกจากนี้ในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษต้องมีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนและทันสมัยประกอบด้วย จึงจะมีผลการดูแลรักษาที่ดี ซึ่งหน่วยงานขององค์การอนามัยโลกคือ International Program of Chemical Safety (IPCS) มีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศต่างๆจัดตั้งศูนย์พิษวิทยาขึ้นเพื่อให้บริการและช่วยเหลือประชาชนและแพทย์ด้านพิษวิทยา   ซึ่งหน่วยงาน IPCS ในขณะนั้นนำโดย Dr. John A Haines ได้สนับสนุนให้ศาสตราจารย์นายแพทย์สมิง เก่าเจริญ (หัวหน้าหน่วยฯในขณะนั้น) จัดตั้งศูนย์พิษวิทยาขึ้น โดยระยะแรกได้ดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการในที่ทำการของหน่วยฯเอง  เมื่อคณะฯซึ่งคณบดีในขณะนั้น คือศาสตราจารย์นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะได้จัดตั้งอาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นศูนย์การแพทย์ที่เป็นแหล่งวิจัย ฝึกอบรมและให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและรักษาโรคที่ซับซ้อน โครงการศูนย์พิษวิทยาของหน่วยฯได้รับการบรรจุให้เป็นโครงการหนึ่งของศูนย์การแพทย์ฯด้วย โดยตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคาร  ในการเตรียมการเปิดดำเนินการของศูนย์พิษวิทยานั้น มีผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วินัย วนานุกูล (ตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งสำเร็จการฝึกอบรมด้านพิษวิทยาและเภสัชวิทยาจากสหรัฐอเมริกาและกลับมาเมื่อปี พ.ศ. 2538 ได้เป็นกำลังสำคัญร่วมกับนางสาวจารุวรรณ ศรีอาภา นักวิทยาศาสตร์สารสนเทศ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยฯ ทำให้ “ศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี” สามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้  จนเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2539  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินินาถ เสด็จฯ แทนพระองค์ ทรงประกอบพระราชพิธีเปิดอาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์  ในโอกาสนี้ “ศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี” จึงได้ขยายการให้บริการแก่แพทย์ บุคคลากรทางการแพทย์และประชาชนเป็นตลอด 24 ชั่วโมงและไม่มีวันหยุดจนถึงปัจจุบัน

     ศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี ถือเป็นศูนย์พิษวิทยาแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาเมื่อคณะฯมีโครงการปรับปรุงอาคารศูนย์การแพทย์ฯเพื่อรองรับโครงการศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม (Cardio Vascular Metabolic Center, CVMC) ที่ขยายงานขึ้น และจำเป็นต้องใช้พื้นที่เป็นที่ตั้งของศูนย์ฯเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ศูนย์พิษวิทยา จึงได้รับการจัดสรรพื้นที่ชั้นล่างของอาคารวิจัยและสวัสดิการเป็นที่ทำการ และในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ศูนย์พิษวิทยาจึงได้ย้ายมายังที่ทำการแห่งใหม่จนถึงปัจจุบัน                

     การดำเนินงานของศูนย์พิษวิทยามีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ มีการสร้างฐานข้อมูลของตนเอง มีการพัฒนารูปแบบการบริการเป็นรูปแบบของ Call Center ในด้านการบริการ มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี ศูนย์ฯยังเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของแพทย์ประจำบ้าน นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ พยาบาลและแพทย์จากประเทศเพื่อนบ้าน การทำงานของศูนย์ฯ ยังได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ด้านพิษวิทยาของประเทศไทย บุคคลากรของศูนย์ได้เป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในวงการพิษวิทยาคลินิก ในปีพ.ศ. 2553ศูนย์พิษวิทยายังเป็นกำลังสำคัญร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) และหน่วยงานอื่นๆในการผลักดันและร่วมดำเนินการโครงการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนยาต้านพิษของประเทศและเพื่อการเข้าถึงยาของผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วย  ปัจจุบันประเทศไทยมียาต้านพิษจำนวนทั้งสิ้น 10 ชนิดที่จัดหามาให้จากโครงการนี้ในรูปแบบพร้อมใช้และสำรองตามหน่วยบริการประมาณ 120 แห่งทั่วประเทศ

     หน่วยเภสัชวิทยาคลินิกและพิษวิทยาได้เป็นผู้ริเริ่มให้จัดตั้งสมาคมพิษวิทยาคลินิกขึ้นและได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ทางด้านการศึกษาในระดับหลังปริญญา หน่วยฯได้ผลักดันให้มีหลักสูตรการอบรมแพทย์ประจำบ้านต่อยอดสาขาเวชเภสัชวิทยาและพิษวิทยาในแพทยสภา และเริ่มมีการฝึกอบรมฯเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในปีการศึกษา 2553 โดยมีแพทย์หญิงสาทริยา ตระกูลศรีชัย เป็นผู้รับการฝึกอบรมคนแรก