You are here

เมื่อลูกเป็นหวัดจำเป็นต้องได้ยาฆ่าเชื้อหรือไม่

เมื่อลูกเป็นหวัดจำเป็นต้องได้ยาฆ่าเชื้อหรือไม่?

          โรคหวัดเป็นโรคที่พบบ่อย แทบทุกคนเคยเป็นหวัดมาแล้ว และส่วนมากก็เป็นมากกว่า 1 ครั้ง บางคนเป็นปีละหลายครั้ง โรคนี้พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก และเด็กที่อยู่ที่ daycare คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักพาลูกไปพบแพทย์เมื่อลูกมีอาการของหวัด หลังจากคุณหมอตรวจร่างกายแล้ว และบอกคุณพ่อ คุณแม่ว่าลูกเป็นหวัด บางท่านจะถามคุณหมอว่า ลูกต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ (หรือมักเรียกกันว่ายาแก้อักเสบ) หรือไม่

        โรคหวัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ในเด็กอาจมีไข้ ไอ น้ำมูกไหล เด็กบางคนอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่นอาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง สาเหตุของโรคหวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ฆ่าเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ (ยกเว้นไข้หวัดใหญ่ซึ่งปัจจุบันมียาที่ใช้รักษา) การรักษาโรคหวัดจึงเป็นแบบประคับประคองให้ร่างกายค่อยๆ กำจัดเชื้อหวัดไปได้เอง เด็กบางคนอาจใช้เวลาไม่นาน บางคนอาจใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ ดังนั้นการรักษาไข้หวัด จึงมุ่งเน้นการรักษาตามอาการ เช่นให้ยาลดไข้ ถ้าไอมีเสมหะมาก คุณหมออาจพิจารณาให้ยาแก้ไอ เป็นต้น สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ พักผ่อนให้เพียงพอ ให้เด็กได้รับน้ำ และอาหารอย่างพอเพียง รักษาร่างกายให้อบอุ่น พยายามอย่าไปรับเชื้อเพิ่มโดยให้พักอยู่กับบ้านจนอาการดีขึ้น โดยส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าเด็กมีอาการแย่ลง เช่น ไข้สูงขึ้น มีหอบเหนื่อยมากขึ้น ซึมลง ถ้าเป็นเช่นนี้ควรรีบพาเด็กกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะอาจมีโรคแทรกซ้อนอื่นเกิดขึ้น เช่น ภาวะปอดบวมเป็นต้น ยาฆ่าเชื้อที่กล่าวถึงหมายถึงยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นคุณหมอจะสั่งให้แก่ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อแบคทีเรีย โรคติดเชื้อทางเดินหายใจบางโรคอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียได้ เช่นโรคคออักเสบจากเชื้อกรุ๊ปเอ สเตร็ปโตคอคคัส (group A Streptococcus) โรคหูชั้นกลางอักเสบ โรคโพรงไซนัสอักเสบ โรคปอดบวม (โรค 3 โรคหลังอาจเกิดจากเชื้อไวรัสได้เช่นกัน) การให้ยาปฏิชีวนะแก่คนไข้เหล่านี้ที่สงสัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียก็จะทำให้อาการดีขึ้นเร็ว และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

          การได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นมีผลเสียหรือไม่ ยากลุ่มนี้บางชนิดมีผลข้างเคียง เช่นบางคนอาจมีอาการแพ้ยา บางคนอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ยาบางชนิดมีราคาแพง ที่สำคัญก็คือยาเหล่านี้จะทำให้แบคทีเรียในร่างกายเปลี่ยนไป ในคนปกติจะมีแบคทีเรียเกาะอยู่ตามผิวหนัง ช่องปาก ทางเดินหายใจส่วนต้น และในลำไส้ แบคทีเรียเหล่านี้ในภาวะปกติเราเรียกว่าแบคทีเรียประจำถิ่น แบคทีเรียเหล่านี้อาจมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นแบคทีเรียประจำถิ่นเหล่านี้ช่วยป้องกันการบุกรุกของแบคทีเรียก่อโรค แบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ช่วยร่างกายสร้างวิตามินเคได้ เป็นต้น ดังนั้นการได้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ยาจะไปฆ่าเชื้อเหล่านี้ซึ่งอาจทำให้ร่างกายมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้น มีงานวิจัยใหม่ๆ แสดงให้เห็นว่าแบคทีเรียประจำถิ่นเหล่านี้อาจมีส่วนในการช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย งานวิจัยบางงานชี้ว่าการได้รับยาปฏิชีวนะบ่อยๆ อาจสัมพันธ์กับการเกิดโรคภูมิแพ้บางชนิด โรคหอบหืด เป็นต้น นักวิจัยบางคนยังเชื่อว่าถ้าเด็กเล็กได้รับยาปฏิชีวนะตั้งแต่อายุยังน้อยอาจสัมพันธ์กับการเกิดโรคอ้วนในระยะเวลาต่อมา นอกจากนี้การได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นบ่อยๆ จะทำให้เกิดการคัดเลือกเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาเกิดขึ้น เวลาเชื้อเหล่านี้ทำให้เกิดโรคจะทำให้การรักษาโรคติดเชื้อยากมากยิ่งขึ้น

          ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะควรจะใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ควรไปซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเพราะอาจจะเกิดผลเสียต่างๆ ตามมาได้ เมื่อลูกไม่สบายควรพาไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าเด็กควรจะได้รับยาปฏิชีวนะหรือไม่ ควรได้ยาอะไร และนานเท่าไร