You are here

ภาควิชาศัลยศาสตร์

1. ระยะก่อตั้ง

       ในช่วงปี พ.ศ. 2507-2508 ขณะเริ่มมีการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้มีการสรรหาผู้ที่จะมาเป็นผู้เริ่มงาน และเป็นหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ในคณะที่ตั้งขึ้นใหม่ ศาสตราจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี ได้ไปทาบทาม ศาสตราจารย์นายแพทย์เปรม บุรี ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติงานอยู่ที่ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งอาจารย์เปรม ก็ได้แบ่งรับแบ่งสู้อยู่ถึง 3 ครั้ง ในที่สุดก็ตัดสินใจยอมรับ เพราะงานทางคณะแพทยศาสตร์ใหม่เป็นงานที่ค่อนข้างท้าท้าย และอยากจะสานงานทางเวชศาสตร์ชุมชนต่อไปด้วย

เมื่ออาจารย์เปรม ตัดสินใจแล้วจึงได้เริ่มชักชวนบุคคลอื่นมาเป็นผู้ร่วมทีมและรับผิดชอบงานในแต่ละหน่วยของภาควิชาฯ ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สิระ บุญยะรัตเวช มารับงานทางหน่วยประสาทศัลยศาสตร์ (Neurosurgery) ศาสตราจารย์นายแพทย์ ม.ร.ว.กัลยาณกิติ์ กิติยากร มารับงานทางหน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก (Cardiothoracic surgery) นายแพทย์จินดา สุวรรณรักษ์ นายแพทย์ศุภวัตร พรรณเชษฐ์ และนายแพทย์วัชรี พรหมทัตตเวที มารับงานทางด้านศัลยศาสตร์ทั่วไป (General surgery) นายแพทย์ไพฑูรย์ คชเสนี มารับงานทางศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ (Urosurgery) และนายแพทย์ดิเรก อิศรางกูร ณ อยุธยา มารับงานทางหน่วยศัลยศาสตร์ออร์โทปิดิกส์ (Orthopaedic surgery)

ในระยะเริ่มแรกนั้น วิสัญญีวิทยายังเป็นหน่วยงานหนึ่งในภาควิชาศัลยศาสตร์ มีรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงจิรพรรณ มะยมจันทร์ เป็นหัวหน้าหน่วยและรับหน้าที่เป็นรองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ด้วย กับมีผู้ร่วมงานอื่น ๆ อาทิ เช่น แพทย์หญิงกัลยา บำรุงผล แพทย์หญิงยุวดี ศรสงคราม แพทย์หญิงปิ่น นิลประภัสสร แพทย์หญิงเครือวัลย์ ปานสิงห์ แพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์ แพทย์หญิงจันทิมา พรรณรายน์ เป็นต้น ได้ใช้สถานที่ทำงานร่วมกันอยู่ในภาควิชาศัลยศาสตร์ที่อาคาร 1 ชั้น 3 ในปัจจุบัน ใน พ.ศ. 2513 ได้แยกเป็นภาควิชาวิสัญญีวิทยา และใช้สถานที่ชั้น 5 ด้านหน้าเป็นที่ทำงานและห้องเรียน ส่วนหน่วยศัลยศาสตร์ออร์โทปิดิกส์นั้น ในระยะเริ่มแรกก็ยังคงรวมอยู่กับภาควิชาศัลยศาสตร์เช่นกัน และ ได้แยกตัวออกไปเป็นภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โทปิดิกส์ใน พ.ศ. 2522 และเมื่ออาคาร 3 ได้สร้างเสร็จ จึงได้ย้ายสำนักงานและห้องเรียนไปที่ชั้น 9 ใน พ.ศ. 2525

แผนการดำเนินงานของภาควิชาศัลยศาสตร์ในระยะแรกนั้น คือ การจัดโครงสร้างเป็นหน่วยต่าง ๆ โดยมีหัวหน้าหน่วยเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาผู้ร่วมงาน และดำเนินงานทั้งในด้านการเรียนการสอน การบริการ และการวิจัย เพื่อให้มีการกระจายงานได้สมบูรณ์ หน่วยต่าง ๆ เหล่านี้ได้แก่ หน่วยศัลยศาสตร์ทั่วไป ศัลยศาสตร์ออร์โทปิดิกส์ ประสาทศัลยศาสตร์ ศัลยศาสตร์ตกแต่ง และแมกซิลโลเฟเซี่ยล กุมารศัลยศาสตร์ ศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก และได้ผนวกงานเวชศาสตร์ชุมชนของคณะฯ ซึ่งเป็นโครงการร่วมของทุกภาควิชาเข้ามาด้วย ในเวลาต่อมาจึงมีอาจารย์ท่านอื่นเข้ามาเสริมในหน่วยงานต่าง ๆ จนครบ อาทิเช่น ได้ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจิตร บุณยะโหตระ มาเป็นหัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง (Plastic surgery) และต่อมามีนายแพทย์ประกอบ ทองผิว และนายแพทย์วิวัฒน์ วิสุทธิโกศล มาร่วมในหน่วยฯ นายแพทย์สมาน ตระกูลทิม และนายแพทย์สมบูรณ์ บุญเกษม มาช่วยเสริมหน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก นายแพทย์เนาวรัตน์ เซ็นสาส์น ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสมปอง รักษาศุข มาเสริมทางด้านศัลยศาสตร์ทั่วไป และศัลยศาสตร์หลอดเลือด (Vascular surgery) ซึ่งเดิมอาจารย์เปรม และอาจารย์จินดา เป็นผู้ทำอยู่

นอกจากนี้ก็มี นายแพทย์ธนิต เธียรธนู นายแพทย์พิสิฐ มกราภิรมย์ และนายแพทย์มนัส วิมลเฉลา มาเสริมในหน่วยประสาทศัลยศาสตร์ นายแพทย์วีระสิงห์ เมืองมั่น และนายแพทย์วีระ วิเศษสินธุ์ มาช่วยทางหน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ได้นายแพทย์สุพร พิพัฒนกุล มาเป็นหัวหน้าหน่วยกุมารศัลยศาสตร์ และมีนายแพทย์สุวิชช น้ำหอม ตามมาภายหลัง

 

สำหรับบุคลากรอื่น ๆ ที่ร่วมงานตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีคุณรัตนา เจือทอง รับหน้าที่เป็นเลขานุการของภาควิชาศัลยศาสตร์มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน คุณบุญเติม สัณฑมาศ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าพยาบาลห้องผ่าตัด มีผู้ช่วยได้แก่ คุณเรณู พิพัฒนาภรณ์ และคุณนันทวัน สกลนันท์ หัวหน้าพยาบาลหอผู้ป่วยได้แก่ คุณวิไล พงศ์กระวี ส่วนหัวหน้าพยาบาลหอผู้ป่วยได้แก่ คุณวิไล พงศ์กระวี ส่วนหัวหน้าพยาบาลห้องตรวจโรคนอกนั้น ได้มีการเปลี่ยนมาหลายครั้งและคนสุดท้ายคือ คุณสร้อยสุมน โสพรรณาการ

 

2. หน่วยงานต่าง ๆ ของภาควิชาฯ

          การพัฒนาภาควิชาศัลยศาสตร์ได้ดำเนินมาตามลำดับจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและในปัจจุบันมีจำนวนเตียง 199 เตียง ในปัจจุบัน แพทย์ประจำบ้าน 43 คน และนักศึกษาแพทย์ 120 คน มีหอผู้ป่วย 7 หอ และ ไอ.ซี.ยู. 2 แห่ง แต่ละหน่วยได้มีการพัฒนาดังต่อไปนี้

2.1 หน่วยศัลยศาสตร์ทั่วไป

ศาสตราจารย์นายแพทย์เปรม บุรี หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ และนายแพทย์จินดา สุวรรณรักษ์ รองหัวหน้าภาควิชาฯ ได้วางแผนพัฒนาภาควิชาฯ ในทุกด้าน ด้านการเรียนการสอน ในระยะแรก ๆ ได้จัดให้นักศึกษาขึ้นวอร์ด ทั้งเช้า บ่าย ค่ำ มีแพทย์ประจำบ้านนำดูผู้ป่วยและสอนกรรมวิธี การฉีดยา ทำแผล ให้น้ำเกลือ สวนปัสสาวะฯลฯ มีการสอนเสริมทางวิชาการ การดูฟิลม์เอกซเรย์ การอ่านและแปลผลการทดสอบต่าง ๆ อาจารย์แพทย์ก็ผลัดเวรกันมาสอนนักศึกษาที่หอผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ และแม้แต่วันหยุดราชการ ในวันเสาร์ก็มีอาจารย์นัดศึกษามาเรียนในบางวิชา นักศึกษาแพทย์แบ่งกันเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 5 คน เมื่อนักศึกษาแพทย์จะแยกไปเรียนในแต่ละสาขาวิชา จะต้องผ่านการเรียนแบบผสมผสานของภาควิชาฯ ทุกเช้า เวลา 8.00-9.00 น. วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ซึ่งเป็นการอภิปราย และถกเถียงกันในด้านวิชาการของอาจารย์ แพทย์ประจำบ้าน และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ จึงทำให้บรรยากาศทางวิชาการในภาควิชาฯ เป็นไปด้วยความเข้มข้น ดังนั้นความขยันขันแข็งของนักศึกษา จึงเป็นพลังดึงดูดให้แพทย์ประจำบ้านและอาจารย์มีความกระตือรือร้นที่จะสอนให้โดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ ภาพนักศึกษาปฏิบัติงานที่หอผู้ป่วยในเวลาค่ำจะพบเห็นอยู่เสมอจนชินตา และถึงแม้นักศึกษาเหล่านี้จะใช้เวลาทำงานที่หอผู้ป่วยมาก ผลการเรียนเมื่อวัดผลโดยการสอบก็ไม่ด้อยเลย

หน่วยศัลยศาสตร์นี้ให้ปรับปรุงเทคนิคการวินิจฉัยโรค และผ่าตัดโรคที่พบบ่อย และเป็นปัญหาทางสาธารณสุข ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดี หายเร็ว โรคแทรกซ้อนน้อย และสูญเสียทรัพยากรน้อย อาทิเช่น การผ่าตัดตับ และถุงน้ำดี ในโรคตับแข็ง มะเร็งของตับ ของถุงน้ำดีพยาธิใบไม้ในตับและท่อน้ำดี การตัดต่อเส้นเลือดดำในระบบปอร์ตัลในคนไข้ตับแข็ง การทำ bypass surgery ในโรคระบบทางเดินอาหาร การผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้ การผ่าตัดลำไส้ใหญ่ การใช้ศัลยกรรมร่วมกับยาเคมีบำบัดในโรคมะเร็ง แทนรังสีรักษาซึ่งเคยใช้มาแต่เดิมและมีอาการแทรกซ้อนมาก ผลดีของการบำบัดโดยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้ปรากฏว่าเป็นที่กล่าวขวัญและอ้างอิงในวงการแพทย์ไทยอย่างสม่ำเสมอ

        ด้านศัลยศาสตร์หลอดเลือด ได้รับการวางรากฐานโดย อาจารย์เปรม อาจารย์จินดา และอาจารย์เนาวรัตน์ ต่อมา นายแพทย์สุทัศน์ ศรีพจนารถ บัณฑิตแพทย์รามาธิบดีซึ่งไปศึกษาต่อที่ Texas Heart Institute, Houston สหรัฐอเมริกา กลับมาในปี พ.ศ. 2526 ได้เริ่มศัลยกรรมหลอดเลือดประเภทเส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น เมื่อนายแพทย์ประเสริฐ ไตรรัตน์วรกุล บัณฑิตแพทย์รามาธิบดีอีกคนหนึ่ง ได้กลับมาจากสหรัฐอเมริกาก็ได้มาเข้าร่วมทีมผ่าตัดด้วยและได้แสดงฝีมือให้ปรากฏโดยผ่าตัดเส้นเลือดโป่งพองของช่องอก และช่องท้องไปพร้อมๆ กัน โดยใช้เส้นเลือดเทียมทำไปหลายรายมีผลสำเร็จเป็นอย่างดี

       ด้านศัลยศาสตร์ต่ออวัยวะที่ขาด เริ่มโดยอาจารย์เนาวรัตน์ ได้เริ่มตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลวชิระ ในปี พ.ศ. 2509 ได้ต่อที่ขาดเป็นผลสำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 มีผู้ป่วยถูกใบพัดเครื่องบินตัดแขนขาด แพทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้นำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน และได้รับการต่อแขนอย่างทันที โดยทีมศัลยกรรมหลอดเลือดของรามาฯ ผลที่ได้ดีมากแขนใช้การได้จนบัดนี้ ศัลยกรรมเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องและโดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไตตีบ (Takayasu disease) ได้รับความสนใจมากได้ทำการผ่าตัดไปหลายรายและได้ผลค่อนข้างดี

 

2.2 หน่วยประสาทศัลยศาสตร์

 

          มีการผ่าตัดเนื้องอกก้อนใหญ่ ๆ และเส้นเลือดโป่งพองในบริเวณสำคัญโดยใช้กล้องจุลทรรศน์และคลิปโลหะ ทำให้ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดโป่งในสมองรอดตายเป็นจำนวนมากมีการใช้โทรทัศน์วงจรปิดถ่ายทอดการผ่าตัดศัลยกรรมสมองโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อช่วยการเรียนของแพทย์และนักศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 เป็นต้นมาได้นำ intracranial pressure monitor มาใช้ในการช่วยผ่าตัดด้วย เป้าหมายต่อไปคือจะนำ ultrasound และ tumor suction และแสงเลเซอร์มาใช้ในการผ่าตัดสมอง

2.3 หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก

          อาจารย์แพทย์ในหน่วยนี้ ได้ทำการผ่าตัดหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหัวใจหลังกำเนิดทั้งที่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม และที่ไม่ต้องใช้ นอกจากนี้มีการนำลิ้นหัวใจหมูมาใช้ซ่อมลิ้นหัวใจคน แทนการใช้ Starr Edwards prosthetic valves ซึ่งมีราคาแพงถึงอันละ 5,000-20,000 บาท และในปี พ.ศ. 2526 ทางหน่วยผ่าตัดหัวใจก็ได้รับพระราชทานเครื่องปอดหัวใจเทียมจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งได้นำมาใช้เป็นเครื่องที่สองของหน่วย ทำให้ผลของการผ่าตัดดีขึ้นมาก

2.4 หน่วยกุมารศัลยศาสตร์

         ในปี พ.ศ. 2514 นายแพทย์สุพร พิพัฒนกุล ซึ่งจบการฝึกอบรมเป็นเฉพาะทางด้านศัลยกรรมเด็กจากสหรัฐอเมริกา ได้มาปฏิบัติงานและทำการผ่าตัดใหญ่ ๆ สำเร็จเป็นจำนวนมาก ต่อมานายแพทย์สุวิชช น้ำหอม ได้กลับมาอีกคนหนึ่ง ได้ช่วยขยายวงงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จนหน่วยกุมารศัลยศาสตร์เป็นแหล่งส่งต่อคนไข้มาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีการผ่าตัดเด็กแฝดสยามและท่อน้ำดี และมี Visiting professor มาในบางระยะต่อมานายแพทย์สาธิต กรเณศ เข้ามาร่วมงานอีกท่านหนึ่ง งานขั้นต่อไปคือ การพยายามจัดให้มีหอผู้ป่วยเฉพาะทางศัลยศาสตร์เด็ก เพื่อบริการผู้ป่วยที่มีปริมาณมากขึ้นทุกปี

 

2.5 หน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งและแมกซิลโลเฟเชี่ยล

 

        ได้ขยายงานศัลยศาสตร์ตกแต่งปากแหว่งเพดานโหว่ ที่วางรากฐานโดยแพทย์วิจิตร บุญยะโหตระ และนายแพทย์เติมศักดิ์ นาวีการ มาทำงานด้านศัลยกรรมหน้าและคอ และแมกซิลโลเฟเชี่ยล เมื่อนายแพทย์ประกอบ ทองผิว มารับงาน ได้บุกเบิกงานด้านนี้จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป มีนักศึกษาจากคณะทันตแพทยศาสตร์มาเรียนวิชานี้ด้วยและในเวลาไล่เลี่ยกัน นายแพทย์วิวัฒน์ วิสุทธิโกศล ได้ขยายงานศัลยกรมมือ ประกอบกับได้มีโรงงานเกิดขึ้นงานมากมายอุบัติการณ์ของอุบัติเหตุทางมือจึงมากขึ้นเป็นเงาตามตัวระยะต่อมาได้ตั้งหน่วยรักษาโรคไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (Burn Unit) ขึ้นอีก โดยแยกหอผู้ป่วยออกต่างหากจากผู้ป่วยศัลยกรรมอื่น ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้อัตราตายและความพิการจากผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้น้อยลงมาก

2.6 หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ

         ได้พัฒนาการผ่าตัดรักษาโรคนิ่วในระบบปัสสาวะจนมีผู้ป่วยโรคนี้ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างจังหวัดมากมายและเพื่อสนองนโยบายของชาติในด้านวางแผนครอบครัว หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะได้ทำงานร่วมกับกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ในการเผยแพร่งานวางแผนครอบครัว โดยเฉพาะในโครงการทำหมันชายสู่ชนบท ฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล บุลากร เป็นวิทยากร และร่วมวางแผนงาน โดยมีนายแพทย์ไพฑูรย์ คชเสนี เป็นหัวหน้า นายแพทย์วีระสิงห์ เมืองมั่น นายแพทย์วีระ วิเศษสินธุ์ นายแพทย์กฤษฎา รัตนโอฬาร และนายแพทย์วัชรินทร์ อริยประกาย เป็นผู้ร่วมงานในปี พ.ศ. 2528 อาจารย์ไพฑูรย์ ได้นำการทำลายนิ่วโดยใช้คลื่นเสียง (percuteneous ultrasonic Iithotropsy) มาใช้แทนการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย และเริ่มทำผ่าตัดปลูกไต (renal transplantation) ในคนไข้ไตวาย ระยะท้ายเป็นจำนวน 3 ราย ในปี พ.ศ. 2529

 

2.7 หน่วยเวชศาสตร์ชุมชน

         หน่วยเวชศาสตร์ชุมชนเป็นหน่วยงานระหว่างภาควิชา เกิดขึ้นมาพร้อมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และได้มีการพัฒนาควบคู่มาตลอด และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาควิชาศัลยศาสตร์ เนื่องด้วยดร.โจ ดี เรย์ และ ดร.จอร์จ ไบรอันท์ จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ผู้นำความคิดเรื่องเวชศาสตร์ชุมชนเข้ามาสอดแทรกในการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์รามาธิบดี ได้ร่วมดำเนินงานกับอาจารย์เปรม และคณะอย่างใกล้ชิด โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษาแพทย์ได้สัมผัสชีวิตคนชนบท ทราบปัญหาของเขาทั้งยามปกติและยามป่วยไข้ หาทางแก้ปัญหาและจัดระบบรายงานข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิชาแพทย์ในระดับสูงต่อไป โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ในหลายภาควิชา อาทิเช่น ภาควิชาอายุรศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โดยนำนักศึกษาออกปฏิบัติงาน ณ สถานีอนามัยชั้นหนึ่งอำเภอบางปะอิน (ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลชุมชนบางปะอิน)ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ในการเรียนปีที่ 6 หรือปีสุดท้าย ผู้ที่รับผิดชอบใกล้ชิด ได้แก่ อาจารย์ศุภวัตร อาจารย์เนาวรัตน์ และ อาจารย์อนุวัตร ลิ้มสุวรรณ (ภาควิชาอายุรศาสตร์) การเรียนการสอนเป็นที่น่าสนใจจนทำให้นักศึกษาแพทย์ของเราได้ชื่อว่ามีความรู้เกี่ยวกับชนบทดีมาก และโครงการนี้ได้รับการกล่าวขวัญกันมากในสหรัฐอเมริกา

 

2.8 สำนักงานของภาควิชาฯ

 

         เนื่องจากบริเวณตึกกลางมีเนื้อที่จำกัดไม่สามารถจะขยายได้เพียงพอกับจำนวนอาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นจึงใช้เนื้อที่ทุกตารางนิ้วให้เป็นประโยชน์มากที่สุด และได้นำ microcomputer มาช่วยประมวลข้อมูลของภาควิชาพิมพ์เอกสารและบทความทางวิชาการด้วย

 

2.9 หอผู้ป่วย

 

           เนื่องจากจำนวนเตียงไม่เพียงพอกับความต้องการได้มีการสร้างหอผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากเดิม ณ บริเวณ ชั้น 9 ด้านตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มจำนวนเตียงตามหอผู้ป่วยต่าง ๆ จาก 30 เป็น 45 เตียง นอกจากนั้นยังสร้างหน่วย ไอ ซี ยู ของภาควิชาศัลยศาสตร์ บริเวณชั้น 5 ของตึกด้านหน้าเปิดใช้เมื่อปี พ.ศ. 2527 เพิ่มเติมจาก ไอ ซี ยู เดิมชั้น 3 ของหน่วยศัลยาสตร์หัวใจและโรคทรวงอก หอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย-หญิง (5 NW) ได้มีการเพิ่ม Burn Unit ขึ้นเพื่อดูแลคนไข้เหล่านี้โดยเฉพาะในปัจจุบันมีเตียงคนไข้ศัลยกรรมรวมทั้งห้องพิเศษ จำนวน 199 เตียง (พ.ศ. 2530)

 

2.10 ห้องผ่าตัด

 

        ภาควิชาฯ ได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างของห้องผ่าตัดมาเป็นระยะ ๆ ตามความจำเป็นได้มีการปรับปรุงเป็นครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2525 โดยขยายพื้นที่และปรับปรุงอุปกรณ์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ในปัจจุบันมีความต้องการใช้ห้องผ่าตัดเพิ่มมากขึ้น ทางภาควิชาฯ ได้เคยเสนอโครงการขยายห้องผ่าตัดต่อทางคณะ แต่มีความขัดข้องบางประการจึงไม่สามารถจะขยายตามโครงการที่เสนอในขณะนี้ได้

 

2.11 ห้องตรวจโรคนอก

 

           ใน พ.ศ. 2514 ได้มีการขยายห้องตรวจเพิ่มขึ้นเป็น 12 ห้อง ห้องตรวจด้วยกล้องส่อง (Endoscopy) 1 ห้อง ห้องเฝือก 1 ห้อง และในปี พ.ศ. 2528 ได้ให้บริการแก่ผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 634,725 ราย

 

2.12 หน่วยวิจัยศัลยศาสตร์

 

          หน่วยวิจัยศัลยศาสตร์ ได้ก่อตั้งขึ้นในขณะที่อาจารย์จินดา ยังปฏิบัติงานอยู่ในภาควิชาฯ และเป็นผู้เห็นความสำคัญของการวิจัยของอาจารย์ และการฝึกหัตถกรรมของแพทย์ประจำบ้านเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ขอทุนมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์มาจัดตั้งหน่วยวิจัยนี้ขึ้น ในครั้งนั้นมีศูนย์สัตว์ทดลองประกอบด้วยห้องผ่าตัด เตียง โคมไฟ และอุปกรณ์พร้อมซึ่งอาจารย์และแพทย์ประจำบ้าน ก็ได้ใช้ศูนย์นี้ฝึกและทดลองงานศัลยกรรมต่าง ๆ และนักศึกษาแพทย์ได้ใช้สัตว์ทดลอง (สุนัข, กระต่าย) ฝึกดมยาผ่าตัดช่องท้อง ไตและหลอดเลือด นอกจากนั้นในศูนย์นี้ยังมีห้องชัณสูตร โรคตับ โดยเฉพาะอีกด้วย ต่อมาหน่วยนี้ได้นายแพทย์ทองดี ชัยพานิช มาช่วยเสริมกำลัง จึงทำให้การทำงานจริงจังและเข้มข้นขึ้น

         ในระยะต่อมาหน่วยวิจัยศัลยศาสตร์ ชั้น 5 ได้มีการติดตั้งเครื่อง urodynamics เพื่อศึกษาการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ และยังมีเครื่องไตเทียม (hemodialysis) ติดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนโครงการรักษาผู้ป่วยโรคไตวายในระยะท้ายที่รอการผ่าตัดปลูกไต และยังมีห้องปฏิบัติงานทางจุลศัลยกรรม (microsurgery) และ non-invasive investigations ของโรคระบบหมุนเวียนโลหิตอีกด้วย

 

3. การศึกษา

 

การศึกษาของภาควิชาศัลยศาสตร์จำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ

 

3.1 การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านและแพทย์ฝึกหัด

 

3.2 การเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์

 

3.3 การจัดอบรมระยะสั้นและการจัดประชุมวิชาการ

 

3.1 การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านและแพทย์ฝึกหัด

 

          ในระยะแรกเริ่มเปิดทำการ มีนายแพทย์เอาชัย กาญจนพิทักษ์ เป็นหัวหน้าแพทย์ประจำบ้าน โดยมีนายแพทย์ปรีชา อยู่ประเสริฐ พันโทนายแพทย์วิบูล สัจกุล พันโทนายแพทย์สุทัศน์ ศรีอาภรณ์ เป็นแพทย์ประจำบ้าน ในระยะแรกได้ฝากแพทย์ประจำบ้านให้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลศิริราช ได้มีการวางกฎเกณฑ์และระเบียบการฝึกอบรมโดยยึดแบบแผนจากศิริราช และ Guy’s Hospital อาจารย์สมปอง ร่วมกับ ดร.เรือน สมณะ จากคณะวิทยาศาสตร์ได้จัดให้มีชั่วโมง demonstration of surgical anatomy โดยแพทย์ประจำบ้าน ร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ ต่อมาอาจารย์ทองดี ชัยพานิช กลับจากต่างประเทศก็ได้ ร่วมมือกับบรรดาคณาจารย์ของภาควิชาฯ จัดทำวัตถุประสงค์และขบวนการฝึกอบรมตามหลักสูตรของแพทยสภา ทำให้ในปี พ.ศ. 2515 และปีต่อมามีผู้สนใจมาสมัครเป็นแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ได้มีการจัดฝึกอบรมโดยร่วมมือกับโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลชลบุรี และ โรงพยาบาลกลาง ต่อมาก็มีโครงการร่วมกับโรงพยาบาลตำรวจเพื่อเพิ่มประสบการณ์ทางด้านอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น

           ข้อสังเกตในเรื่องการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านศัลยศาสตร์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ได้มีการจำกัดเรื่องเพศ โดยถือว่าทั้งเพศชายและหญิงมีโอกาสที่จะฝึกฝนได้เท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงมีศัลยแพทย์หญิงที่สำเร็จการฝึกอบรมจากภาควิชาฯ ถึง 3 คน ได้แก่ แพทย์หญิงพัชรินทร์ บุญยเกียรติ แพทย์หญิงวนิดา เจตน์พิพัฒนพงษ์ และแพทย์หญิงพวงเพ็ญ ผู้กฤตยาคามี ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่การงานทุกคน

            จากฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านได้มีการพัฒนา โดยเพิ่มสาขาวิชาที่ฝึกอบรมจนครบทุกสาขาของวิชาศัลยศาสตร์ ซึ่งแพทยสภารับรอง มีผู้เข้าฝึกอบรมประมาณปีละ 17 คน มีแพทย์ประจำบ้านสำเร็จการศึกษา ไปปฏิบัติงานตามที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศมากกว่า 100 คน นับว่าเป็นกำลังสำคัญยิ่งของประเทศชาติทางด้านศัลยศาสตร์ แพทย์ฝึกหัดรุ่นแรก ๆ ที่เข้ารับการฝึกอบรมเป็นแพทย์ซึ่งสำเร็จมากจากสถานบันอื่นทั้งสิ้น เพราะยังไม่มีบัณฑิตแพทย์จากรามาธิบดี เมื่อหมุนเวียนผ่านภาควิชาศัลยศาสตร์ ส่วนใหญ่ได้ประสบการณ์ความรู้เพียงพอครบตามวัตถุประสงค์ของภาควิชาฯ จนกระทั่งรุ่นสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2527 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรโดยให้นักศึกษาแพทย์ปี 6 ปฏิบัติงานแทน

 

ทางภาควิชาฯ ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน ได้แก่

- surgico-pathological conference

- Surgico-radiological conference ทุก 2 สัปดาห์

- Service review, trauma case review, morbidity and mortality conference สลับกันทุกวันพุธสัปดาห์ละครั้ง

- Surgical grand round, chief conference, special session สลับกันทุกวันศุกร์

 

นับว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้าร่วมประชุม

 

3.2 การจัดการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาแพทย์

 

จากการระดมความคิดในการประชุมของภาควิชาฯ และจากการรวบรวมข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ภาควิชาศัลยศาสตร์ได้จัดการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาแพทย์เป็น 3 ช่วง ช่วงละ 6 สัปดาห์ คือ S1,S2 และ S3 หลักการก็คือในปีที่ 5 สอน S1 และ S2 กล่าวคือ S1 ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ General Surgery, Pediatric และ Reconstructive Surgery S2 สอน General Surgery, Orthopedic Surgery Genito-urinary Surgery สำหรับนักศึกษาแพทย์ปี 6 สอน S3 ได้แก่วิชา Cardio-vascular-thoracic Surgery, Neuro-surgery, General Surgery และ Pediatric Surgery

 

ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีแตกต่างจากแห่งอื่นๆ คือมีการสอนแสดงการผ่าตัด โดยใช้สัตว์ทดลอง (Experimental surgery) ซึ่งอาจารย์เปรมได้ประสบการณ์มาจาก Minnesota และจากศิริราช ในการจัดการเรียนการสอนมี อาจารย์ทองดี ได้ช่วยจัดให้มีการสอนนักศึกษาแพทย์ โดยในรุ่นแรก ๆ ได้ใช้กระต่ายเป็นสัตว์ทดลอง แต่ปรากฏว่ากระต่ายตายง่ายมาก ต่อมาจึงได้ใช้สุนัขแทน ในปี พ.ศ. 2517 ได้เริ่มจัดให้นักศึกษาแพทย์ปี 6 ได้ฝึกทักษะการผ่าตัดต่าง ๆ ในสุนัข 3 ครั้ง ใน 6 สัปดาห์ ทำให้ได้ประสบการณ์ในการผ่าตัดและเกิดความพร้อมที่จะกระทำในผู้ป่วยได้ แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรของนักศึกษาแพทย์ และนักศึกษาเพิ่มจำนวนมากขึ้นเกินกำลังความสามารถที่จะสอนวิธีนี้ได้จึงจำต้องเลิกวิชานี้

 

ในปี พ.ศ. 2520 อาจารย์เปรม ร่วมกับอาจารย์เนาวรัตน์ เซ็นสาส์น ซึ่งเป็นผู้ดูแลหอผู้ป่วยอุบัติเหตุ ได้เห็นความสำคัญของวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ จึงนำมาสอนนักศึกษาแพทย์ในช่วงที่ 2 (S2) โดยอาศัยแนวความคิดที่มีระบบขั้นตอนที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อนักศึกษาแพทย์สำเร็จออกไปปฏิบัติงานในชุมชน

อาจารย์สมปอง รักษาศุข อาจารย์วัชรี พรหมทัตตเวที และคณาจารย์อีกหลายท่านได้ทำการรวบรวมข้อสอบเก็บไว้อย่างมีระเบียบและแบบแผน และหามาตรการวัดผลการเรียนการสอน นอกจากนี้อาจารย์สมอปง ยังได้ผลิตภาพยนตร์ และ sound slides เป็นเครื่องช่วยการสอนด้วย

ในปี พ.ศ. 2524 ได้มีการปรับปรุงการเรียนการสอนตามหลักสูตรแพทย์ใหม่ โดยเรียนทางคลินิกเป็นเวลา 3 ปี และไม่มีแพทย์ฝึกหัด ทางภาควิชาฯ ได้จัดให้มีการเรียนโดยมีการบรรยายวิชา “Principles of surgery” จำนวน 30 ชั่วโมง (วิชา (RASU 401) ในช่วงเวลาที่ขึ้นเรียน General Surgery (วิชา RASU 402) 6 สัปดาห์ และ Plastic Maxillofacial, Pediatrics และ Uro-surgery อีก 6 สัปดาห์ (วิชา RASU 403) ในปี 5 เรียนวิชา RASU 501 อีก 6 สัปดาห์เรียน General, Cardio-vascular-thoracic Surgery และ Neuro-surgery สำหรับปี 6 มีเวลาปฏิบัติงานในภาควิชาศัลยศาสตร์ 6 สัปดาห์ โดยเรียน Uro-surgery และวิชาเลือก (RASU 601)

 

ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นักศึกษาจะปฏิบัติงานในฝ่ายศัลยกรรมอีก 4 สัปดาห์ รวมเวลาปฏิบัติงานทางศัลยกรรมตลอดหลักสูตร 28 สัปดาห์

 

เนื่องจากการเรียนการสอนทางศัลยกรรมต้องการการฝึกทักษะเป็นลำดับขึ้นตามประสบการณ์และความรู้ ทำให้นักศึกษาแพทย์ไม่ค่อยมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยโดยตรง ทำให้ขาดสิ่งกระตุ้นให้เกิดการอยากเรียนอาจารย์เนาวรัตน์ ได้เล็งเห็นข้อจำกัดนี้ จึงได้ริเริ่มโครงการจัดโสตทัศนูปกรณ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อช่วยให้มีการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

3.3 การจัดอบรมระยะสั้นและการประชุมวิชาการ

 

ภาควิชาศัลยศาสตร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการอบรมระยะสั้นและการประชุมวิชาการดังนี้

 

The First National Seminar on Sterilization เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2516

Intermedical School surgical Conference ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2523

การอบรมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 10-22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 และครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 7-18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526

การประชุมศัลยศาสตร์อุบัติเหตุครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 13-15 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 และครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 2-6พฤศจิกายน พ.ศ. 2524

การอบรมศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ และแมกซิโลเฟเชี่ยล ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2-4 มิถุนายน พ.ศ. 2523 และ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 8-11พฤศจิกายน พ.ศ. 2525

การอบรมอุบัติเหตุทางมือ

ครั้งที่ 1 วันที่ 22-24 มกราคม พ.ศ. 2522

 

ครั้งที่ 2 วันที่ 21-23 มกราคม พ.ศ. 2523

 

ครั้งที่ 3 วันที่ 26-28 มกราคม พ.ศ. 2524

 

ครั้งที่ 4 วันที่ 25-27 มกราคม พ.ศ. 2525

 

ครั้งที่ 5 วันที่ 17-19 มกราคม พ.ศ. 2526

 

ครั้งที่ 6 วันที่ 9-11 มกราคม พ.ศ. 2527

 

ครั้งที่ 7 วันที่ 14-16 มกราคม พ.ศ. 2528

 

การอบรมศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26-28 สิงหาคม พ.ศ. 2524

ภาควิชาศัลยศาสตร์ของคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีในปัจจุบัน ภายใต้การนำของอาจารย์สิระ บุณยะรัตเวช หัวหน้าภาควิชาฯ ยังดำเนินการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งแม้จะมีปัญหาอุปสรรคด้านสถานที่เนื่องจากจำนวนห้องผ่าตัดและเครื่องมือพื้นฐานยังไม่เพียงพอ เครื่องมือพิเศษขาดแคลนหอผู้ป่วยพิเศษและสามัญก็ยังไม่เพียงพอ อีกทั้งระบบช่วยเหลือของโรงพยาบาล เช่น ลิฟท์ และระบบการส่งต่อผู้ป่วยก็เป็นอุปสรรค นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาเข้าเรียนกันคราวละมาก ๆ เช่น ครั้งละ 20 คน ทางภาควิชาฯ ก็ได้พยายามจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพ โดยนำวิทยาการใหม่ เช่น การนำโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ มาใช้ และยังได้จัดการบริการโดยเครื่องมือทันสมัย เช่น Vascular Laboratory, Blood Autotransfusion และ Intraoperative Ultrasounds เป็นต้น นอกจากนี้ได้มีการนำไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเก็บข้อมูลผู้ป่วยและการพิมพ์บทความทางวิชาการ และช่วยในการบริหารเพื่อให้ก้าวหน้าไปทันกับโลก อีกทั้งการส่งเสริมคุณธรรมซึ่งเป็นหลักประจำใจของศัลยแพทย์ และมุ่งหน้าพัฒนางานด้านศัลยกรรมเพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีสุขภาพดีอันจะนำไปสู่ความเป็นปึกแผ่นของชาติไทยสืบไป

 

4. อาจารย์ของภาควิชาศัลยศาสตร์

 

พ.ศ. 2529 ภาควิชาศัลยศาสตร์มีอาจารย์อยู่ 32 คน เป็นอาจารย์รุ่นแรกตั้งแต่เริ่มเปิดโรงพยาบาลใน 1-2 ปีแรก 14 คน นอกนั้นเป็นอาจารย์ใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตผลของคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี (in breeding) อาจารย์ส่วนนี้ด้วยแรงสนับสนุนจากอาจารย์รุ่นเก่าได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาควิชาฯ ในทุก ๆ ด้านสืบไป

 

อาจารย์ที่ลาออกไปเพื่อประกอบอาชีพส่วนตัว 2 ท่าน คือ นายแพทย์จินดา สุวรรณรักษ์ ได้ลาออกไปเป็นหัวหน้าแพทย์ศัลยกรรม และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช และนายแพทย์ทองดี ชัยพานิช ก็ได้ประกอบอาชีพศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลสมิติเวชเช่นกัน ทั้ง 2 ท่าน ในขณะอยู่รามาธิบดีได้ทำงานไว้มาก เมื่อไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนก็นำความอุตสาหะวิริยะไปใช้สร้างความเจริญให้กับวงการแพทย์ไทย เป็นที่เชื่อถือของทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ

 

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสมปอง รักษาศุข ศัลยแพทย์หญิง และอาจารย์แพทย์ซึ่งเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2529 ได้ฝากเกียรติประวัติไว้มาก ท่านสนในด้านศัลยกรรมเต้านม เป็นอย่างมาก มีผลงานด้านการผ่าตัด การค้นคว้า ตีพิมพ์ และอภิปราย เป็นที่เชื่อถือกันในวงการ ท่านชอบการสอนแพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาเป็นชีวิตจิตใจ และวิธีการสอนของท่านเป็นที่ประทับใจแก่ลูกศิษย์อย่างมาก ท่านเสียสละทั้งแรงกาย ความคิด และแบ่งปันกำลังทรัพย์ เพื่อพัฒนาภาควิชาฯ เมื่อใกล้เกษียณอายุ ท่านได้บริจาคเงินก้อนใหญ่ให้เป็นทุนของภาควิชาฯ และต่อมายังบริจาคเงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อเครื่องมือในศัลยกรรมระบบปัสสาวะ ทำให้ภาควิชาศัลยศาสตร์มีขีดความสามารถในการทำงานทัดเทียมกับโรงเรียนแพทย์อี่น ๆ

 

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ม.ร.ว.กัลยาณกิติ์ กิติยากร หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ได้ทุ่มเทกำลังกาย ความคิด และจิตใจ ให้โรงพยาบาลรามาธิบดีอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่าท่านหายใจเป็นหน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอกของรามาธิบดี ท่านได้ใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนให้ผู้ป่วยบ่อย ๆ ครั้งที่พบท่านทำงานในห้องของท่านที่ภาควิชาฯ ในเวลาเย็น หรือไม่ก็ที่ห้อง ไอ ซี ยู ในเวลาค่ำคืน ทานได้เพิ่มกำลังของหน่วยฯ โดยส่งอาจารย์ไปศึกษาต่อในต่างประเทศและกลับมาทำงานในหน่วยของท่าน ซึ่งในขณะนี้มีอาจารย์อยู่ 4 คน และมีการผ่าตัดหัวใจแทบทุกวัน ทำให้หน่วยผ่าตัดหัวใจมีประสบการณ์มากขึ้น ปรากฏว่าผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมีอัตราโรคแทรกซ้อนและอัตราตายลดลงอย่างมาก อาจารย์ถึงแก่กรรมเนื่องจากโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 ทำให้ภาควิชาศัลยศาสตร์และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีขาดกำลังที่สำคัญส่วนหนึ่งไป

 

ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจิตร บุณยะโหตระ เป็นหัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง และแมกซิลโลเฟเชี่ยล ในปี พ.ศ. 2526 ได้รับเชิญให้ไปรับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (ก.ป.อ.) งานด้านนี้มีความสำคัญกับประเทศอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยตรง ซึ่งกำลังถูกคุกคามด้วยอุบัติภัยทุกรูปแบบที่มากับการพัฒนาของประเทศ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจิตร ได้พยายามทำทุกวิธีทางในการที่จะลดอุบัติเหตุของประชาชนในชาติลงมา จึงมีผลงานเป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป เกือบว่าจะเป็นข่าวในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว นอกจากงานประจำซึ่งยุ่งมากอยู่แล้ว ท่านยังได้สละเวลามาสอนแพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาของรามาธิบดีเป็นประจำ

 

ด้านกุมารศัลยกรรม อดีตหัวหน้าหน่วยคือ นายพทย์สุพร พิพัฒนกุล ได้ฝากฝีมือไว้มากในการผ่าตัดเด็กและได้เผยแพร่ผลงานสู่สื่อมวลชน ต่อมาเมื่อหน่วยได้นายแพทย์สุวิชช น้ำหอม และนายแพทย์สาธิต กรเณศ มาประจำงานหน่วยนี้เป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น เป็นที่น่าเสียดายว่าอาจารย์สุพรได้ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหันก่อนถึงวัยอันสมควรในปี พ.ศ. 2529 ฝากไว้แต่ความดี และความอาลัยรักของอาจารย์และบุคลากรในภาควิชาศัลยศาสตร์

 

ผลงานดีเด่นของอาจารย์ภาควิชาศัลยศาสตร์

 

ศาตราจารย์นายแพทย์สิระ บุณยะรัตเวช ขณะดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการทางรัฐศาสตร์ทุกวิถีทางในกรณี 14 ตุลาคม 2516 ทำให้เกตุการณ์รุ่นแรงในมหาวิทยาลัยสงบลงได้ และศาสตราจารย์นายแพทย์สิระ ยังได้เป็นประธานโครงการนักศึกษาแพทย์ชนบท เป็นระยะเวลานายถึง 10 ปี อันเป็นผลให้กุลบุตร และกุลธิดาจากชนบทได้มาศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยมหิดล และกลับไปทำงานให้แก่ญาติพี่น้องของเขาต่อไปในชนบท

 

ศาตราจารย์นายแพทย์ ม.ร.ว. กัลยาณกิติ์ กิติยากร ได้ทุ่มเทกำลังปฏิบัติงานในหน่วยผ่าตัดหัวใจของโรงพยาบาลรามาธิบดี และมีผลงานจนมหาวิทยาลัยลอนดอนของประเทศอังกฤษให้ปริญญา F.R.C.S. กิตติมศักดิ์

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์ บุญเกษม ประดิษฐ์เครื่องแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบ สิรินธร 011 และ สิรินธร 018 ร่วมกับคณาจารย์ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า จนได้รับรางวัลจากราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2529

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ไพฑูรย์ คชเสนี ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการวิชาการของสมาคมทำหมันโลก เนื่องจากมีผลงานในด้านการทำหมันในประเทศไทยมากมาย ทั้งด้านวิชาการและบริการ ได้จัดทีมทำหมันไปช่วยกระทรวงสาธารณสุขทำหมั่นทั่วประเทศ และจัดงานทำหมันสังสรรค์หลายครั้ง และเป็นนายกของสมาคทำหมันแห่งประเทศไทยมาหลายสมัย

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ไพฑูรย์ คชเสนี และ รองศาสตราจารย์นายแพทย์กฤษฎา รัตนโอฬาร นำวิธีทำหมันฉีดและหมันเจาะมาใช้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยเฉพาะหมันเจาะ เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย นายแพทย์ไพฑูรย์ยังได้นำวิธีระเบิดนิ่วในไต (Percutaneous nephrotethotomy) และการผ่าตัดเปลี่ยนไต (renal transplantation) มาทำที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์วีระสิงห์ เมืองมั่น ได้เผยแพร่งานสมุนไพรที่พัฒนาแล้วใช้เป็นยาให้แก่ผู้ป่วยของโรงพยาบาล และประชาชนทั่วไป จนได้ชื่อว่าโรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาสมุนไพรให้พึ่งตนเองได้ทางราชการ

 

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสมปอง รักษาศุข มีผลงานด้านมะเร็งเต้านม จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วเอเชีย ได้เคยจัดงานสัมมนาระดับชาติหลายครั้ง

 

นายแพทย์สุทัศน์ ศรีพจนารถ และ นายแพทย์ประเสริฐ ไตรรัตน์วรกุล มีผลงานด้านผ่าตัดหลอดเลือดใหญ่ในช่องท้อง ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ยากมากจนเป็นข่าวไปทั่วประเทศ

 

ศาสตราจารย์นายแพทย์เปรม บุรี อดีตหัวหน้าภาควิชาฯ ได้ดำเนินงานการเรียนการสอนด้านเวชศาสตร์ชุมชน ณ อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา จนนักศึกษารามาฯ มี community-oriented attitude ผลงานนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก

 

ศาสตราจารย์นายแพทย์สิระ บุณยะรัตเวช และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ประกอบ ทองผิว ผ่าตัดกรามคนไข้ที่เป็นมะเร็งของกรามและช่องปาก โดยวิธีใหม่ที่ใช้เวลาน้อย และคนไข้หายกลับบ้านได้เร็ววัน