You are here

สำนักงานศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน

         เวชศาสตร์ชุมชน เป็นวิชาแพทย์ที่ว่าด้วยการศึกษา และการประยุกต์วิทยาการทางแพทย์ที่ทันสมัยมาวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขชุมชนเพื่อหาทางป้องกันและแก้ไข เวชศาสตร์ชุมชม (Community Medicine) เป็นคำที่เริ่มใช้มาประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว (ประมาณปี พ.ศ. 2505) เป็นวิชาที่ได้จัดให้มีการเรียนการสอนในหลักสูตรแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่น ๆ แทน เวชศาสตร์ป้องกันและสังคมซึ่งมีอยู่มาดั้งเดิม ทั้งนี้เพราะเห็นว่าเวชศาสตร์ชุมชนมีเนื้อหาครอบคลุมมาก คือ มีการรวมและประยุกต์การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพอนามัย และการฟื้นฟูสมรรถภาพให้แก่ชุมชน ความกว้างขวางของเวชศาสตร์ชุมชนของแต่ละประเทศจะไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพของประชากร ระบบการบริการสาธารณสุข และระบบการศึกษาแพทย์ รวมทั้งการให้ความสำคัญของแหล่งชุมชนแต่ละยุคแต่ละสมัย เพราะฉะนั้นเนื้อหาวิชาเวชศาสตร์ชุมชนจึงไม่ตายตัว วิชาพื้นฐานอันได้แก่ สถิติ ระบาดวิทยา สังคมศาสตร์ ฯลฯ ก็เป็นวิชาที่ได้รับความเอาใจใส่อย่างมากจากผู้สร้างหลักสูตร โดยพัฒนาให้มีเนื้อหาครอบคลุมอยู่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

       ประวัติการก่อตั้ง เวชศาสตร์ชุมชน ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

          ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน เริ่มจัดตั้งขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อ พ.ศ. 2511 เพื่อตอบสนองต่อการผลิตแพทย์ที่เตรียม ความพร้อมสำหรับการทำงานในชนบท โดยเริ่มจากการดำเนินการ "โครงการเวชศาสตร์ชุมชน" ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์จากภาควิชาต่างๆ ได้แก่ อายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ กุมารเวชศาสตร์ เป็นต้น ต่อมาใน พ.ศ.2526 ได้ปรับเปลี่ยนสถานะเป็นศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าภาควิชาฯ โดยได้บรรจุอาจารย์ใหม่  ของภาควิชาฯ เพื่อจัดการเรียนการสอนเวชศาสตร์ชุมชนแก่นักศึกษาแพทย์ และใน พ.ศ. 2539 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน" ต่อมาใน พ.ศ. 2553 ได้เปลี่ยนสถานะเป็น "ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน" 

          ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนมีภารกิจด้านการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาปริญาโท-เอก ระบาดวิทยา และร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบสาธารณสุข โดยดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับระบาดวิทยา การป้องกันและควบคุมโรค การสร้างเสริมสุขภาพอาชีวอนามัยและ

สิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบสาธารณสุข ซึ่งมีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องที่ผลักดันข้อเสนอแนะ ปรับเปลี่ยนนโยบายสุขภาพของประเทศ

การก่อตั้งเวชศาสตร์ชุมชนของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อาจจะแบ่งเป็นยุค ๆ ได้ดังนี้

1. พ.ศ. 2508-2512 ระยะก่อตั้งคณะฯ

มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นที่เป็นปัจจัยให้เกิดเวชศาสตร์ชุมชน ในคณะขึ้นคือ

1.1 ความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ โดยทางมูลนิธิได้ส่งที่ปรึกษาทางด้านหลักสูตร คือ Dr.Robert Loeb สำหรับแพทย์ Prof. Thelma Ingle สำหรับพยาบาล นอกจากนี้ยังได้ให้ทุนการศึกษาต่อของแพทย์ พยาบาล ศึกษาศาสตร์ และการวิจัยอีกด้วย

Dr.Loeb ได้ให้คำแนะนำในการจัดการเรียนการสอนเวชศาสตร์ชุมชนว่า ควรจะจัดให้เป็นส่วนหนึ่งในชั่วโมงสอนของหลักสูตร คือมีระยะเวลาอันแน่นอน ไม่ใช่จะอาศัยเวลาเย็น ๆ หลังจากนักศึกษาเลิกจากการดูแลผู้ป่วยในหอพักแล้ว หรือวันเสาร์และวันอาทิตย์ อีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ควรจะมีภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันหรือ เวชศาสตร์สังคมเป็นผู้ดำเนินการ เพราะจะทำให้ภาควิชาทางคลินิกปลีกตัวออกจากภาระที่จะเป็นที่จะเข้ามาร่วมการจัดการเรียนการสอนเวชศาสตร์ชุมชน Dr.Loeb อาจจะมองเห็นว่าการที่มีภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคมเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

1.2 ปัจจัยอันที่สองที่สำคัญมากคือ ประสบการณ์ของอาจารย์ผู้ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีบางท่าน ในโครงการแพทย์เคลื่อนที่ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชที่ทำที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 และดำเนินเรื่อยมาจน พ.ศ. 2518 ประสบการณ์ที่อุดรธานีในโครงการนี้ได้ให้ข้อคิดต่าง ๆ ที่สำคัญทั้งทางด้านการจัดรูปงาน (Organization) และทางด้านการจัดบริการทางแพทย์และสาธารสุขเป็นอย่างมาก

1.3 การติดต่อกับกระทรวงสาธารสุข ศึกษาถึงปัญหาการแพทย์และสาธารณสุขในแง่การจัดระบบบริการการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตั้งแต่ระดับโรงพยาบาลจังหวัด สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ชั้นสอง และสำนักงานผดุงครรภ์ ทำให้เกิดแนวความคิดว่าแพทย์เมื่อสำเร็จแล้วและต้องไปอยู่ประจำที่สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ควรจะมีบทบาทอะไร และที่ปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น ทำอะไรไปบ้างนอกเหนือจากการดูแลผู้ป่วยภายนอกและภายใน ซึ่งแต่ละวันก็มีไม่กี่คน และถ้าหากแพทย์ที่ประจำอยู่สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง จะทำเฉพาะทางด้านการรักษาพยาบาลอย่างเดียว โดยไม่เอาใจใส่ในแง่อื่น ๆ ของการแพทย์ เช่น การป้องกันโรคการส่งเสริม ฯลฯ ก็คงจะเป็นการลงทุนผลิตแพทย์ที่แพงมากไม่คุ้มค่าเอาเลยทีเดียว

1.4 ในปี พ.ศ. 2511 เมื่อนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกที่จะมารามาธิบดี พักร้อนระหว่างปี 3 และปี 4 ได้จัดให้นักศึกษาซึ่งสมัครใจประมาณ 30-40 คน ไปทำการสำรวจชุมชนที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี ห่างจากตัวเมืองกรุงเทพมหานครประมาณ 19 กิโลเมตร การออกแบบสอบถามก็ให้นักศึกษาคิดเอง และทำเองเป็นส่วนใหญ่ โดยตั้งปัญหาให้เขาว่าเมื่อเขาสำเร็จแพทย์ไปแล้วและต้องไปอยู่ที่สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง รับผิดชอบในการจัดบริการดูแลทุกข์สุขให้ชุมชนในเขตนั้น เขาต้องการทราบตัวปัญหาอะไรบ้างเกี่ยวกับชุมชนนั้น ได้ใช้ตัวอย่างแบบสอบถามของคณะสาธารณสุขศาสตร์ประกอบการพิจารณา แบบสอบถามที่นักศึกษาจัดทำขึ้นได้ถูกนำไปทดสอบล่วงหน้า เพื่อดูความเหมาะสมจนเป็นที่พอใจแล้วจัดให้นักศึกษาออกไปทำการสำรวจ ระยะเวลาที่สำรวจประมาณสองสามสัปดาห์ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็นำมาวิเคราะห์โดยช่วยเหลือจากอาจารย์และนักศึกษาประมาณ 6-7 คนที่สนใจ ในการไปสำรวจคราวนี้ นอกจากนักศึกษาที่อาสาสมัครแล้วยังมีคนอื่น ๆ ติดตามไปด้วยเป็นจำนวนมาก

ความกระตือรือร้นของนักศึกษาและอาจารย์ที่ไปร่วมด้วย ทำให้เกิดกำลังใจและแนวความคิดว่า ทำอย่างไรถึงจะจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษา เมื่อสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิตไปแล้วมีความรู้ความสามารถและทัศนคติที่ดีที่จะมีความรับผิดชอบดูแลประชาชนในเขตอำเภอที่ตนรับผิดชอบอยู่ แรงจูงใจและปัจจัยอีกเรื่องหนึ่งก็คือ นักศึกษาแพทย์ในขณะนั้นรับทุนอยู่ประมาณร้อยละ 75 และผู้ที่รับทุนเหล่านี้เมื่อสำเร็จจะต้องออกไปปฏิบัติงานในชนบทสองปี คือหนึ่งปีอยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด และหนึ่งปีอยู่สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง (ภาระการรับทุนจากรัฐของนักศึกษาได้เปลี่ยนจากร้อยละ 75 เป็นร้อยละ 100 เมื่อปี พ.ศ. 2517 ตามที่องค์การนักศึกษาเองเป็นผู้เสนอ)

1.5 ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาจากการสำรวจชุมชนที่ตำบลบางชัน ได้นำมาเป็นสื่อการจัดการเรียนการสอน ให้นักศึกษารุ่นที่ออกไปทำการสำรวจต้นปี 4 (พ.ศ. 2511) ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 112 ชั่วโมง คือเช้าวันพุธแลวันศุกร์ของสัปดาห์ และได้จัดการเรียนการสอนต่อไปในปลายปี 4 ใช้เวลา 26 ชั่วโมง เพื่อเป็นการวางแผนแก้ไขปัญหาที่พบ

ในขณะนี้หลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชน เริ่มจะมีเค้าโครงขึ้นมาแล้วคือ

 

  • การสำรวจชุมชนภาคฤดูพักร้อน เวลา 1 เดือน ระหว่างชั้นปีที่ 3-4

 

  • การวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บมาได้ ต้นชั้นปีที่ 4 เวลา 112 ชั่วโมง

 

  • การวางแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขปลายชั้นปีที่ 4 เวลา 26 ชั่วโมง

 

1.6 ในปี พ.ศ. 2512 ก็ได้ดำเนินการเรียนการสอนอย่างปี พ.ศ. 2511 ให้แก่นักศึกษารุ่นที่ 2 แต่ใช้หมู่บ้านในอำเภอบางปะอิน ซึ่งทางคณะฯ ได้ทำการติดต่อขอใช้สถานที่กับกระทรวงสาธารณสุขไว้แล้ว หลังจากที่ได้ไปตรวจเยี่ยม เลือกสถานที่กับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุขหลายแห่งในจังหวัดต่างๆ รวมกรุงเทพมหานคร ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง

 

2. พ.ศ. 2513-16 ระยะที่อาจารย์อารี เป็นคณบดี สมัยที่ 1

โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ทำการเปิดบริการในต้นปี พ.ศ. 2512 เพื่อเตรียมรับคนไข้และนักศึกษาที่จะเข้ามาศึกษาทางด้านคลินิก ในระยะปีสองปีแรกเนื่องจากจำนวนคนไข้มีไม่มาก นักศึกษาที่ชั้นปี 5 (ปีแรกของคลินิก) ต้องไปศึกษาในโรงพยาบาลใกล้ ๆ กับรามาธิบดีหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลหญิง โรงพยาบาลเด็ก ฯลฯ เหตุการณ์ต่าง ๆ ในระยะนี้ที่ส่งเสริมการจัดโครงการศาสตร์ชุมชน มีดังนี้

2.1 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจให้แก่คณะฯ ทางคณะฯ ได้เสนอให้อาจารย์เปรม บุรี ไปดูงานเวชศาสตร์ชุมชนในประเทศต่าง ๆ ที่ทางมูลนิธิร็คกี้เฟลเลอร์สนับสนุนอยู่ได้รับคำแนะนำจาก Dr.John Bryant ที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ ไปศึกษางานที่อินเดีย (All India Institutes of Medical Science), เคนยา (ไปศึกษาการจัดระบบบริการแพทย์และสาธารณสุขทั้งการฝึกอบรมผู้ช่วยแพทย์) , อูกานดา (มหาวิทยาลัย แมกเคอเรรี), ไนจีเรีย (มหาวิทยาลัยที่เมืองอิบาดาน), สหรัฐอเมริกา (มหาวิทยาลัยเคนทักกี้), จาไมกา (มหาวิทยาลัยเวสอินดิส) ที่เมืองคิงสตัน, โคลอมเบีย (มหาวิทยาลัยที่เมืองคาลี), ฟิลิปปินส์ (มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์) จากการศึกษางานด้านเวชศาสตรุ์ชุมชนและการปรึกษาหารือกับอาจารย์ผู้เกี่ยวข้องก็ได้รับคำนะนำในการจัดหลักสูตร การจัดระบบงาน ฯลฯ เป็นอย่างดี และหลังจากที่ได้ไปศึกษาระบบเป็นเวลา 9 สัปดาห์ แล้วเมื่อกลับมาประเทศไทยได้เสนอเรื่องราวต่อคณะกรรมการบริหารในเรื่องการจัดหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนดังนี้ คือ

ก. จัดเป็นโครงการโดยมีคณะอนุกรรมการเวชศาสตร์ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ อยู่ภายใต้สำนักงานคณบดี

ข. เป็นโครงการระหว่างภาควิชาต่าง ๆ ของคณะฯ

ค. เป็นโครงการร่วมระหว่างคณะฯ และกระทรวงสาธารณสุข

เพื่อเป็นการตอบสนองข้อเสนอดังกล่าวหลังจากที่คณะฯ ได้มีมติเห็นชอบแล้ว ทางคณะฯ ก็ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเวชศาสตร์ชุมชนขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยรวมหัวหน้าภาควิชาหรือตัวแทนของทุกภาคและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขไว้ด้วย ได้ทำการติดต่อกับอาจารย์ของภาควิชาต่าง ๆ ให้มาช่วยเหลือเพราะเวชศาสตร์ชุมชนต้องการอาจารย์จากภาควิชาในแง่ต่าง ๆ เป็นอันมาก ทางคณะอนุกรรมการ ฯ ได้รับความร่วมมือจากภาควิชาต่าง ๆ ที่ปรึกษามูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Dr.Bryant, Dr.Wray, Miss Wlison) ตลอดถึงเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายแพทย์สมบูรณ์ วัชโรทัย อธิบดีกรมอนามัย และนายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ เป็นอย่างดี

2.2 ราวต้นปี พ.ศ. 2513 Dr.John Bryant ได้เดินทางไปศึกษางานกับบริษัท APT Associate ในอเมริกา บริษัท APT Associate เป็นบริษัทของผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ได้ทำการวิเคราะห์การสร้างเรือดำน้ำลำแรกของอเมริกา (ชื่อ Nautilus) โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Systems Analysis) และจากข้อเสนอของบริษัทนี้ต่อรัฐบาลอเมริกาทำให้เรือดำเนินได้ถูกสร้างเสร็จก่อนกำหนดตั้งสองปี Dr.Bryant ได้นำวิธีการ Systems Analysis มาเผยแพร่และได้สร้าง Health Simulation Games เข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเวชศาสตร์ชุมชนด้วย ขั้นตอนต่าง ๆ ของ Systems Analysis ได้ถูกดัดแปลงโดย Dr.Wray ออกเป็น “Problem Solving Cycle”ซึ่งต่อมาเป็นหัวใจอันสำคัญในการจัดการเรียนการสอนเวชศาสตร์ชุมชน เป็นอย่างมาก

ส่วน Health Simulation Games นั้นได้ถูกนำมาเป็นสื่อการสอนอยู่พักหนึ่ง แต่ตอนหลังได้เลิกไปเมื่อ Dr.Bryant หมดวาระที่จะอยู่ในเมืองไทย เพราะไม่มีใครที่จะทำได้ดีเท่า ประสบการณ์นี้ก็เกิดขึ้นในอเมริกาเองเหมือนกัน เพราะกลไกของการเล่นเกมส์นี้ค่อนข้างจะยุ่งยากและต้องอาศัยผู้เล่นที่เคยมีประสบการณ์ทางด้านการให้บริการสาธารณสุขมาบ้างแล้ว

2.3 หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขให้ใช้อำเภอบางปะอิน เป็นที่จัดการเรียนการสอนแล้ว ทางคณะฯ ก็ได้ส่งนักศึกษาแพทย์ ปี 6 รุ่นแรกในปี พ.ศ. 2513 (คือรุ่นแรกที่ไปสำรวจที่ตำบลบางชันในปี พ.ศ. 2511 ขณะที่จะขึ้นมาศึกษาต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ในปี 4 พ.ศ. 2511) การจัดการเรียนการสอนในช่วง 6 สัปดาห์ที่สถานีอนามัยชั้นหนึ่งในระยะนี้ยังไม่ดีนักได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าการไปอยู่ที่บางปะอินเป็นระยะของ “Quackship” แทนที่จะเป็น “Clerkship” เหมือนกับภาควิชาทางคลินิก ขณะนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่มีความคิดดี ๆ ที่จะจัดการเรียนการสอนให้เป็นกิจลักษณะได้ดี นอกจากมีกิจกรรมต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขที่หวังจะให้เจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัยและสำนักงานผดุงครรภ์ทำ อันได้แก่ Basic Health Services 10 อย่าง ที่หลายคนเรียกว่า Ten Commandments (การดูแลรักษาและส่งกลับผู้ป่วยภายในและภายนอก อนามัยแม่และเด็ก การวางแผนครอบครัว อนามัยโรงเรียน อนามัยสิ่งแวดล้อม การชัณสูตรโรค การเขียนรายงาน สุขศึกษา โภชนาการ ฯลฯ) เจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัยต่าง ๆ มีจำนวนน้อย ไม่มีหมออยู่ ประกอบทั้งจุดมุ่งหมายในการไปอยู่ที่บางปะอินไม่แน่นอน รวมทั้งอาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเอง ก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานที่สถานีอนามัยเพียงพอ ต่อมาเมื่อกระทรวงสาธารณสุขตกลงกับคณะฯ ที่จะทำการปรับปรุงสถานที่รวมทั้งจัดบุคลากรโดยเฉพาะแพทย์มาประจำกิจกรรมที่จัดให้นักศึกษาปฏิบัติเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ

2.4 การปฏิบัติงานในการจัดการเรียนการสอนที่บางปะอินในระยะดังกล่าว ต้องใช้เวลาตระเตรียมเป็นอย่างมาก คือต้องทำความตกลงเข้าใจกับกระทรวง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน นอกจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว การบริหารงานทางด้านสาธารณสุขระดับอำเภอลงมา ก็รู้สึกไม่ได้เป็นไปตามที่คิดไว้

หลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนในระยะนี้มีดังนี้

 

ปี I 1. การสำรวจชุมชน 1 เดือน (สมัคร)

 

  • II 2. การวิเคราะห์ปัญหาชุมชน 112 ชม. (บังคับ)

 

  • III 3. การวางแผน 26 ชม. (บังคับ)

 

ปี IV

 

ปี V คลินิกตามภาควิชาคลินิกต่าง ๆ แห่งละ 6 สัปดาห์

 

ปี VI 4. Clerkship ของเวชศาสตร์ชุมชน 6 สัปดาห์ (บังคับ)

 

ปี Intern แพทย์ฝึกหัด เวชศาสตร์ชุมชน 1 เดือน (บังคับ

2.5 ในระยะนี้ทางภาควิชาพยาบาลก็ได้มีหลักสูตร Community Health Nursing ซึ่งเริ่มพร้อมกับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกไว้แล้ว (ที่ปรึกษามูลนิธิ Prof.Thelma Ingle, Dr.Ruby Wilson มีส่วนช่วยมาก) ทางคณะอนุกรรมการเวชศาสตร์ชุมชนได้พยายามหลายครั้งหลายหนที่จะจัดให้การเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์และพยาบาลได้เวลาตรงกันและหลายครั้งก็สามารถทำได้ โดยมีจุดประสงค์ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกันเป็นทีม

2.6 ได้ทำการก่อสร้างหอพักนักศึกษาที่บางปะอิน โดยทุนของมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ เรื่องราวของหอพักนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกสนานว่าคนหลายคนที่ไปเยี่ยมบางปะอิน กล่าวว่าทำไมถึงสร้างเป็นแบบอเมริกันและไม่ใช่แบบไทย ๆ แต่อย่างไรก็ตามหอพักนี้ทางคณะฯ และหน่วยราชการอื่น ๆ ก็ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าซึ่งถ้าคิดจะสร้างอีกเวลานี้คงจะเปลืองงบประมาณเป็นสิบ ๆ เท่า

2.7 ในปี พ.ศ. 2513 ทางคณะฯ ได้ส่งอาจารย์เปรม บุรี ไปเป็นผู้ร่วมประชุมเวชศาสตร์ชุมชน ที่ Villa Serbelloni, Bellajio Lake, Coma ในประเทศอิตาลี โดยทุนมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ การประชุมคราวนี้เป็นการประชุมนานาชาติ เรื่องเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเวชศาสตร์ชุมชนของโรงเรียนแพทย์ในประเทศต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก จากการประชุมก็ได้ข้อคิดเห็นมาปรับปรุงหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนให้ดีขึ้น

2.8 พ.ศ. 2516 มีเหตุการณ์รุนแรงทางด้านการเมืองเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ นักศึกษา ประชาชน ทำการต่อต้านโค่นอำนาจรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร รัฐบาลที่ถูกแต่งตั้งขึ้นใหม่นำโดยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ทำการบริหารประเทศอยู่ประมาณเกือบปีแล้วจึงมีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมามี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่ง ปีพ.ศ. 2519 จึงเกิดการปฏิวัติขึ้น

ในระยะนี้ เป็นระยะที่นักการเมืองหลายท่านกล่าวว่าเป็นระยะเวลาที่ประชาธิปไตยกำลังเบิกบาน กลุ่มนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งซึ่งได้ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือชุมชนในชนบทตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ก็ได้ขยายกิจกรรมทางด้านชนบทอย่างใหญ่โต ทางคณะกรรมการบริหารแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้จัดโครงการเสริมประสบการณ์ในชนบทให้แก่นักศึกษาแพทย์ระหว่างปี 5-6 (เวลา elective หกสัปดาห์) ออกไปปฏิบัติงานตามโรงพยาบาลในต่างจังหวัด กิจกรรมนี้ได้ปฏิบัติติดต่อกันมาจนถึงปี พ.ศ. 2519 แล้วหลังจากนั้นจึงได้เลิกไป

2.9 ปี พ.ศ. 2516 ได้มีการสัมมนาระดับชาติที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เรื่องการศึกษาแพทยศาสตร์ด้านอนามัยชุมชน โดยทุนของ WHO, China Medical Board และร็อคกี้เฟลเลอร์ มีที่ปรึกษาขององค์การทั้งสามมาร่วมด้วย การประชุมคราวนี้ได้นำเอาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่หรือตัวแทนจากคณะแพทยศาสตร์ทุกแห่งและกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพระสงฆ์องคเจ้ามารวมด้วย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่าง ๆ นับว่าได้ประโยชน์อย่างมากมาย ในการที่จะสนับสนุนให้เกิดมีการจัดหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนขึ้นในคณะฯ (ซึ่งการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2514 ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ได้ให้คำแนะนำให้มีการจัดการเรียนการสอน Social Science ในหลักสูตรแพทย์ 12 เครดิตอยู่แล้ว)

2.10 การเปลี่ยนแปลงระบบบริหารของกระทรวงสาธารณสุข โดยรวมโรงพยาบาลประจำจังหวัดและสถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ชั้นสอง สำนักงานผดุงครรภ์ ซึ่งเดิมอยู่ใต้สังกัดของกรมการแพทย์และกรมอนามัยให้มาไว้ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง โดยหวังที่จะการบริหารงานและการประสานงานดีขึ้น ในแนวความคิดก็ต้องนับว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่มาก แต่ในเชิงปฏิบัติยังมีปัญหาค่อนข้างจะละเอียดอ่อนต้องแก้ไขอยู่มาก การเปลี่ยนแปลงคราวนี้ก็มีผลกระทบต่อการจัดโครงการเวชศาสตร์ชุมชนอยู่ไม่น้อย

โครงการเวชศาสตร์ชุมชนในระยะนี้เริ่มพอจะกล่าวได้ว่าได้มี

 

ก. Organizational Principle

 

ก.1 เป็นโครงการระหว่างภาควิชา

 

ก.2 เป็นโครงการร่วมกับกระทรวงสาธารสุข

 

ก.3 การจัดการเรียนการสอนประสมประสานกับคณะวิทยาศาสตร์และภาควิชาของคณะแพทยศาสตร์

 

ข. Teaching-Learning Principle

 

ข. 1 การจัดให้นักศึกษามีประสบการณ์เนิน ๆ (early exposure)

 

ข. 2 การใช้สถานที่จริง ๆ ในชนบทเป็นที่สอน (realistic setting)

 

ข. 3 การใช้วงจรการแก้ไขปัญหาเป็นเครื่องนำ (problem solving approach)

 

ข. 4 การใช้ส่วนประกอบของวงจรแก้ปัญหาเป็นเครื่องกำหนดการสร้างหลักสูตร (elements of problem solving cycle as guidelines for designing courses)

 

ข. 5 มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรตามความเหมาะสม (flexibility and feed back)

 

  • Problem Solving Cycle (PSC)

 

3. พ.ศ. 2517-2550 ระยะที่อาจารย์อารี เป็นคณบดีสมัยที่ 2

ปัจจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุนเวชศาสตร์ชุมชนได้แก่

3.1 หน่วยศึกษาศาสตร์ของคณะฯ เริ่มปฏิบัติงานอบรมข้าราชการแพทย์รุ่นใหม่ร่วมกับ หน่วยศึกษาศาสตร์ของจุฬาฯ ศิริราชฯ ได้เปิดหลักสูตรอบรมปีละ 2 ครั้ง ใช้เวลาครั้งละ 2 สัปดาห์หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ นอกจากจะให้ความรู้ทางศึกษาศาสตร์แล้วได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตแพทย์ (โรงเรียนแพทย์) ผู้บริการ (กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ) และผู้ใช้ (ประชาชน) การจัดหลักสูตรระยะสองสัปดาห์นี้มีทั้งระดับในประเทศคือ ระหว่างโรงเรียนแพทย์ด้วยกัน ระดับ regional ระหว่างประเทศทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากหน่วยศึกษาศาสตร์ที่จุฬา ฯ ได้รับเลือกเป็น Regional Teacher Training Centre ของ WHO

3.2 ในระยะนี้ทางการแพทย์ได้มีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแพทย์จาก 2-2-2+1 ปีแพทย์ฝึกหัด (คือ premed 2 ปี, preclinic 2 ปี, clinic 2 ปี และ intern 1 ปี) เป็น 3-3 คือ premed และ preclinic 3 ปี, clinic 3 ปี ส่วน intern อีก 1 ปี นั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอนว่าจะให้ต่อไปหรือไม่ เนื่องจากทั้งนักศึกษาและ อาจารย์จำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกที่ว่าวิชา premed ซ้ำซ้อนกับวิชาที่เรียนมาแล้วในมัธยมศึกษาตอนปลาย และ clinic 2 ปี ไม่เพียงพอได้จัดให้มีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรระหว่างมหาวิทยาลัยที่โรงแรมรถไฟหัวหิน ในปี พ.ศ. 2518 ที่ประชุมลงความเห็นว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงได้ โดยโรงเรียนแพทย์เชียงใหม่และขอนแก่นได้นำไปปฏิบัติก่อน ส่วนจุฬา ศิริราช และรามาธิบดียังสงวนท่าทีอยู่ การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรนี้ก็คงจะมีผลกระทบการจัดหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนของรามาธิบดีอย่างแน่นอน

3.3 ปี พ.ศ. 2518-19 คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งโดยแพทยสภาได้ทำการศึกษาเกณฑ์มาตรฐานของแพทย์ฝึกหัด ซึ่งเมื่อสำเร็จไปแล้วจะต้องออกไปปฏิบัติงานที่สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์การแพทย์และอนามัย (ศพอ.) โรงพยาบาลอำเภอ (รพอ.) โดยปรับปรุงการบริหารงานและบุคลากรให้ดีขึ้น ทางแพทยสภาได้ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2528 (แพทยสภาสารปีที่ 14 ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม 2528) เนื้อหาของเกณฑ์มาตรฐานของแพทยสภานี้มีเนื้อหาครอบคลุมทางด้านวิชาคลินิกและเวชศาสตร์ชุมชนอยู่ไม่น้อย นับว่าเป็นการกระตุ้นให้การจัดหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนดีขึ้น

3.4 ในปี พ.ศ. 2518 อาจารย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีที่ร่วมการจัดการเรียนการสอนเวชศาสตร์ชุมชนหลายคนได้รับเชิญจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยที่เมือง Surabaya ให้นำเนื้อหาสาระวิธีดำเนินงานหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนไปประชุมกับหน่วย (ภาควิชา) เวชศาสตร์ชุมชนของอินโดนีเซีย โดยได้ทุนจาก WHO และทุนร็อคกี้เฟลเลอร์ การไปคราวนี้นับว่าโครงการเวชศาสตร์ชุมชนของรามาธิบดีได้ทำชื่อเสียงให้คณะฯ เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นก็มีแพทย์ต่างประเทศได้มาศึกษางานโดยทุน WHO ทุกปีเป็นประจำ

3.5 พ.ศ. 2519 มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีการสูญเสียชีวิตไปเป็นจำนวนไม่น้อยและมีการเปลี่ยนรัฐบาล นายธานินท์ กรัยวิเชียร ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลหา กิจกรรมของนักศึกษาในชนบทได้ลดน้อยลงส่งผลกระทบมายังการสำรวจชุมชน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนต้องเลิกไปแล้วถูกดัดแปลงให้สั้นเข้าโดยไปสำรวจชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานครแทน

3.6 โครงการศึกษาของแพทย์เพื่อชนบท ซึ่งดำเนินโดยมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมี นายแพทย์สิริ บุณยะรัตเวช ในฐานะรองอธิบดีฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาเป็นเจ้าของเรื่องก็มีส่วนช่วยโครงการเวชศาสตร์ชุมชนของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นอย่างมาก โครงการนี้เริ่มประมาณ ปี พ.ศ. 2517-2518 และดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

3.7 แพทย์ที่สำเร็จจากโรงเรียนแพทย์หลายแห่งรวมทั้งรามาธิบดี ได้ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอในชนบทได้ก่อตั้งชมรมแพทย์ชนบทขึ้นในปี พ.ศ. 2517-2518 แพทย์เหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สำเร็จจากรามาธิบดีได้มีการประชุมวิชาการที่โรงพยาบาลรามาธิบดีทุกปี ทางคณะอนุกรรมการโครงการเวชศาสตร์ชุมชนและหน่วยศึกษาศาสตร์ของรามาธิบดีได้รับการป้อนกลับจากแพทย์เหล่านี้ สิ่งต่าง ๆ ที่ทางคณะฯ ได้พิจารณาแล้วได้นำมาปรับปรุงหลักสูตรแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของแพทย์ที่อยู่ประจำโรงพยาบาล อำเภอมีส่วนทำให้การจัดการเรียนการสอนของเวชศาสตร์ชุมชนมีจุดประสงค์แจ่มชัดขึ้น

3.8 พ.ศ. 2520 สมัชชาอนามัยโลกได้ประกาศนโยบายสุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี พ.ศ. 2543 (Health for All by the Year 2000) และภายในปีนั้นเองทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดประชุมเรื่องการสาธารณสุขเบื้องต้นขึ้นสองครั้งที่เชียงใหม่ร่วมกับอาจารย์แพทย์จาก โรงเรียนแพทย์ทั้งหมดตลอดจนหน่วยบริการและพัฒนาของกระทรวงต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยพัฒนาของกองทัพด้วย ทำให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมเข้าใจและมีทัศนคติที่ดีต่อการสาธารณสุขเบื้องต้น (ซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น การสาธารณสุขมูลฐาน) เข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างระบบการบริการของรัฐ (ที่ให้ Basic Health Services) กับประชาชนในระดับหมู่บ้านและครัวเรือน จึงทำให้แพทย์ที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอำเภอมีงานเพิ่มขึ้น และเป็นผลทำให้มีการเพิ่มการจัดการเรียนการสอนในเวชศาสตร์ชุมชนด้วย

3.9 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้จัดให้มีรางวัลดีเด่นต่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอำเภอในปี พ.ศ. 2519 นับว่าเป็นกำลังใจให้แก่แพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลอำเภอเป็นอย่างมาก และเป็นผลดีโดยทางอ้อมต่อโครงการเวชศาสตร์ชุมชนของโรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ

3.10 ในปี พ.ศ. 2517-18 คณะอาจารย์ที่ร่วมโครงการเวชศาสตร์ชุมชนของรามาธิบดีได้ทำหนังสือ คู่มือการตรวจรักษาโรคเบื้องต้นและการส่งต่อผู้ป่วยสำหรับใช้อบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

3.11 โครงการเวชศาสตร์ชุมชนรามาธิบดีได้เปิดอบรมหมอตำแยในเขตอำเภอบางปะอินและอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดอยุธยาในปี พ.ศ. 2519

 

4. พ.ศ. 2521-2524 สมัยที่อาจารย์รจิตเป็นคณบดี

ในระยะนี้ปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนได้แก่

4.1 การประชุมนานาชาติที่เมือง อัลมา อตา ในสหภาพโซเวียต ที่ได้ย้ำถึงเรื่อง “Health for All by the year 2000และวิถีทางที่จะได้มาซึ่งนโยบายของสมัชชาอนามัยโบกนี้ ได้แก่ การจัดการสาธารณสุขมูลฐานซึ่งมีกิจกรรมอย่างน้อยแปดอย่าง (โภชนาการ สุขศึกษา การจัดให้มีน้ำสะอาดสำหรับบริโภคและอุปโภค อนามัยสิ่งแวดล้อม การใช้วัคซีนป้องกันโรคและควบคุมโรคที่พบบ่อยในท้องถิ่น การรักษาพยาบาลแบบง่าย ๆ การมียาที่จำเป็นไว้ใช้ในหมู่บ้านและครัวเรือน) ในระยะต่อ ๆ มาก็ได้มีการประชุมระดับชาติและระหว่างชาติในประเทศต่าง ๆ ขึ้นหลายครั้งเพื่อหากลวิธีที่จะใช้ที่เรียกกันวา Global Strategies for Health for All ซึ่งเป็นกิจกรรมเสริมการสาธารณสุขมูลฐานรายละเอียดและวิธีดำเนินการ การสาธารณสุขมูลฐานในประเทศไทยได้ปรากฏอยู่ในระยะกลางของแผนพัฒนาสาธารณสุขของประเทศฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ซึ่งวิธีการได้พัฒนามาจากประสบการณ์ของโครงการลำปางที่กระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติอยู่โยทุนของ USOM และ ความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ที่จังหวัดลำปาง ในการใช้อาสาสมัครชาวบ้าน

4.2 ในปี พ.ศ. 2522 ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้จัดให้มีการสัมมนาแพทยศาสตรศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 4 ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ในกรุงเทพมหานคร หัวข้อการสัมมนาคราวนี้ได้เรียกว่า แพทยศาสตรศึกษาเพื่อสุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี 2543ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการสรุปผลตอนวันสุดท้ายของการประชุมเนื่องจากไฟฟ้าขัดข้อง ก็พอจะกล่าวได้ว่าที่ประชุมได้เห็นพ้องกันว่าบทบาทของแพทย์ที่จะไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอำเภอ มีอยู่ 4 อย่าง คือ

ก. แพทย์ผู้มีความรู้ ความสามารถ และทัศนคติตามเกณฑ์มาตรฐานของแพทยสภา

 

ข. มีความรู้ความสามารถทางด้านบริหารงานสาธารณสุขระดับ อำเภอ

 

ค. มีความเป็นครู สามารถให้การฝึกอบรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ง. เป็นผู้นิเทศงาน และสนับสนุนการสาธารณสุขมูลฐาน

4.3 เริ่มในปี พ.ศ. 2523 มหาวิทยาลัยมหิดลได้เปลี่ยนหลักสูตรแพทยศาสตร์ จาก 2-2-2 เป็น 3-3 โดยปีแรกได้ให้นักศึกษาไปทำการศึกษาที่ศูนย์ศาลายา จังหวัดนครปฐมที่ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ตระเตรียมล่วงหน้าไว้หลายปีมาแล้ว ผู้ที่จะมาศึกษาต่อทางคลินิกที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็มาศึกษาที่คณะวิทยาศาสตร์ในปีที่ 2 และ 3 ส่วนผู้ที่จะไปศึกษาต่อทางคลินิกที่ศิริราชฯ ก็ไปศึกษาด้านปรีคลินิกที่ศิริราชเลย

4.4 ในระยะนี้ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับคำขอร้องจากโรงพยาบาลนคร-ราชสีมาขอเข้ามาเป็นสถาบันสมทบในการผลิตแพทยศาสตรบัณฑิต ซึ่งก็เป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขทีได้ทำการแบ่งเขตต่าง ๆ ให้แก่โรงเรียนแพทย์ซึ่งได้ดำเนินการล่วงหน้านี้มาอยู่แล้ว ทางคณะฯ ได้จัดให้มีการประชุมกับอาจารย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนครราชสีมาหลายครั้งเพื่อทำความตกลงในการผลิตแพทย์และได้เสนอโครงการให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติงบประมาณ การประชุมระหว่างคณะฯ กับนครราชสีมาไม่ได้มีแต่ทางด้านคลินิกอย่างเดียว ทางโครงการเวชศาสตร์ชุมชนยังได้ประชุมกับฝ่ายสาธารณสุขจังหวัด เพื่อหาโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัดนครราชสีมาเป็นสถานที่ฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์ปี 6 ด้วย

4.5 ในปลายระยะนี้โครงการเวชศาสตร์ชุมชน ได้ดำเนินการเพื่อเสนอให้เป็นศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน

5. พ.ศ. 2525-2528 สมัยที่อาจารย์ทวี เป็นคณบดี

5.1 นักศึกษาแพทย์ในหลักสูตรใหม่ ขณะที่ทำการศึกษาในปีที่ 3 ได้ไปทำการสำรวจชุมชนแบบเร่งรัดที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามหลักสูตรที่ได้เตรียมไว้ ในระยะนี้เนื่องจากมีหลักสูตรใหม่และเก่ามาซ้อนกันทำความลำบากในให้อาจารย์ผู้สอนทั้งคลินิกและเวชศาสตร์ชุมชนไม่น้อย หลักสูตรใหม่ของเวชศาสตร์ชุมชนได้เปลี่ยนไปดังนี้

1. การสำรวจชุมชน (การวินิจฉัยชุมชน) ปี 3 ใช้เวลาวันเสาร์และวันอาทิตย์

2. Clerkship บางปะอินและกทม. ปี 5 ใช้เวลา 6 สัปดาห์

3. Externship รพอ.นครราชสีมา ปี 6 ใช้เวลา 1 เดือน (ใช้ รพอ. 4 แห่ง แต่ละแห่งรับ นักศึกษาแพทย์ 2-3 คน)

ตามหลักสูตรใหม่ ทางโครงการเวชศาสตร์ชุมชนได้ส่งนักศึกษาแพทย์ปี 6 รุ่นแรกออกไปในปี พ.ศ. 2527

5.2 ในระยะนี้ ทางแพทยสภาได้มีคำสั่งให้ตัดระยะเวลาเป็นแพทย์ฝึกหัดออกไปหลังจากได้ศึกษาจากประสบการณ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนหลักสูตรมาก่อนหน้านี้แล้ว

5.3 โครงการเวชศาสตร์ชุมชน ได้รับอนุมัติให้เป็น ศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน (เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2526) สามารถของบประมาณจากรัฐบาลได้เหมือนกับภาควิชา ซึ่งก่อนหน้านี้ในระยะที่เป็นโครงการภายใต้สำนักงานคณบดีไม่มีงบประมาณเป็นของตนเอง แต่ก็ได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยให้ใช้รายได้คณะฯ และก่อนหน้านี้ในระยะเริ่มแรกประมาณ 5 ปี ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์

5.4 ตามแผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) การสาธารณสุขมูลฐานได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษจากทางราชการ ในการพัฒนาชนบทรัฐบาลได้กำหนดบทบาทให้ 4 กระทรวงหลัก คือ มหาดไทย ศึกษาเกษตรและสาธารณสุข ร่วมมือประสานงานกันในการพัฒนากิจรรมต่าง ๆ ของการสาธารณสุขมูลฐาน ได้ถูกดัดแปลงโดยอนุกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ซึ่งประกอบด้วยดัชนี 9 อย่าง เพื่อใช้เป็นการวัดผลการพัฒนาได้แก่ อาหารดี ที่อยู่อาศัยอนามัยครอบครัว ดูแลทั่วถึง ศึกษาดี (พัฒนาจิตใจด้วย) ปัจจัยพื้นฐานในการผลิต มีงานทำ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และกิจกรรมร่วม (ต่อมาได้ตัดเรื่องมีงานทำออกคงเหลือ 8 อย่าง) โครงการโคราชพัฒนา เป็นโครงการแรกที่ได้ใช้ จปฐ. เป็นดัชนีในการพัฒนา เพราะฉะนั้นนักศึกษาแพทย์ปี 6 ของรามาธิบดีก็ได้มีโอกาสศึกษาวิธีการดำเนินการในหลักสูตรนี้ด้วย

บทสรุป

เวชศาสตร์ชุมชนของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ถูกจัดให้มีการเรียนการสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 (ประมาณ 1 ปี ก่อนโรงพยาบาลรามาธิบดีจะเปิดบริการ) ในระยะแรกได้จัดให้ดำเนินการในรูปของโครงการ ได้พัฒนาหลักสูตรมาตลอดเนื่องจากมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอาทิ เช่น การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร การเปลี่ยนแปลงระบบบริหารของกระทรวงสาธารณสุข นโยบายของสมัชชาอนามัยโลก เรื่อง สุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี 2543การสาธารณสุขมูลฐาน การใช้ความจำเป็นพื้นฐานเป็นดัชนีในการพัฒนาชนบท ความร่วมมือและประสานงาน 4 กระทรวงหลัก และอื่น ๆ ทำให้บทบาทแพทย์ที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลอำเภอ (โรงพยาบาลชุมชน) ขยายตัวมากขึ้น ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าภายในไม่ช้าแพทย์อาจจะต้องมีความรู้ทางด้านเกษตร และอื่น ๆ มากขึ้น คงจะมีการเน้นเรื่องการปฏิบัติงานเป็นทีมเพราะการทำงานเป็นทีมนั้นมีแนวความคิดผิดแปลกไปจากเดิมซึ่งเมื่อก่อนเราเข้าใจว่าให้ทุกคนทำงานของตนตามหน้าที่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างคงจะดีขึ้น ในกาลต่อมาปรากฏว่าจริง ๆ แล้วผลที่หวังไม่ได้เป็นเช่นนั้น แนวความคิดใหม่ในการปฏิบัติเป็นทีมและการประสานงานมีลักษณะคล้าย ๆ กับทีมฟุตบอล กล่าวคือสามารถปฏิบัติหน้าที่แทนกันได้ในคราวจำเป็นและถ้าเราได้ชมทีมฟุตบอลของยุโรป หรืออเมริกาใต้ที่ดี ๆ เขาเล่นกัน เราจะเห็นว่า แม้แต่ผู้รักษาประตูอาจจะขึ้นมายิงลูกได้ เพราะฉะนั้นในแนวความคิดนี้จะไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ในภายภาคหน้าแพทย์ที่ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลชุมชนซึ่งเป็นด่านหน้า นอกจากงานประจำแล้วจะต้องมีความรู้ความสามารถและทัศนคติที่ดีที่จะให้คำปรึกษาชาวบ้านในเรื่องต่างๆ นอกเหนือไปจากเรื่องของการแพทย์และสาธารณสุขโดยตรง เช่น การจัดสหกรณ์ การเกษตร การรักษาโรคในสัตว์เลี้ยง การทำมาหากิน คืออย่างน้อยก็สามารถจะเป็นตัวแทนของผู้ที่รับผิดชอบเรื่องต่างๆ ได้หลายอย่างในคราวฉุกเฉิน เวชศาสตร์ชุมชนเป็นวิชาที่ไม่ตายตัว คงจะต้องมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ

 

สถานที่ตั้งและการบริการผู้ป่วย

 

ปัจจุบันศูนย์เวชศาสตร์ชุมชนมีสำนักงานอยู่ที่ อาคาร 3 (อาคารซักฟอก) ชั้นแปดและมีตรารางปฏิบัติงานบริการผู้ป่วยทั่วไป ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 8.30-12.00 น. ณ หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก ศัลยกรรม

 

หน่วยงานสมทบ

 

โรงพยาบาลบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา

 

โรงพยาบาลนครหลวง พระนครศรีอยุธยา

 

โรงพยาบาลลาดบัวหลวง พระนครศรีอยุธยา

 

โรงพยาบาลสูงเนิน นครราชสีมา

 

โรงพยาบาลชุมพวง นครราชสีมา

 

โรงพยาบาลประทาย นครราชสีมา

 

โรงพยาบาลด่านขุนทด นครราชสีมา

 

โรงพยาบาลบัวใหญ่ นครราชสีมา

 

โรงพยาบาลพิมาย นครราชสีมา

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข สมาคมสตรีไทย กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข บางซื่อ กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข ดินแดง กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข ประชานิเวศน์ กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข วงศ์สว่าง กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข หัวหมาก กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข บางกะปิ กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข สามเสนนอก กรุงเทพมหานคร

 

ศูนย์บริการสาธารณสุข วัดไผ่ตัน กรุงเทพมหานคร

 

ผู้อำนวยการศูนย์

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เปรม บุรี ผู้อำนวยการโครงการเวชศาสตร์ชุมชน (พ.ศ. 2513-2522)

รักษาการผู้อำนวยการโครงการเวชศาสตร์ชุมชน (พ.ศ. 2523-2525)

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อนุวัตร ลิ้มสุวรรณ รักษาการผู้อำนวยการโครงการเวชศาสตร์ชุมชน(พ.ศ. 2526)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน (ตั้งแต่ พ.ศ. 2527)

 

 

รายชื่อที่ปรึกษาโครงการเวชศาสตร์ชุมชน จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์

 

Dr.robert Loeb พ.ศ. 2510

 

Prof.Thelmar Ingle พ.ศ. 2510

 

Dr.John H. Bryant พ.ศ. 2511-2513

 

Dr.Ruby Wilson พ.ศ. 2511-2513

 

Dr.Joe D. Wray พ.ศ. 2514-2516

 

Dr.Michael Stewart พ.ศ. 2514-2516

 

Dr.Inez Durana พ.ศ. 2516-2518

 

คณะอนุกรรมการเวชศาสตร์ชุมชน พ.ศ. 2513-2520

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เปรม บุรี ประธานอนุกรรมการ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ทวี บุญโชติ อนุกรรมการ

แพทย์หญิงฉวีวรรณ สุวรรณรักษ์

นายแพทย์นิยม คอนยามา

นายแพทย์วิทูร โอสถานนท์

นายแพทย์ศุภวัตร พรรณเชษฐ์

นายแพทย์กำแหง จาตุรจินดา

นายแพทย์สมจิตต์ วิริยานนท์

นายแพทย์เบญจะ เพชรคล้าย

นายแพทย์ศิริพัฒน์ วัฒนเกษตร

นายแพทย์อนุวัตร ลิ้มสุวรรณ

นางสาวสุธีรา อายุวัฒน์

แพทย์หญิงเจือจันทน์ คงศักดิ์

  • สุวรรณบุบผา (2514-2516) เลขานุการ
  • วราภรณ์ (2517-2520) เลขานุการ

6. รายชื่ออาจารย์

 

บรรจุ

 

ศาสตราจารย์

 

นายเปรม บุรี 1 มกราคม 2498

 

เกษียณอายุ 30 กันยายน 2522

 

นางสาวเพ็ญศรี กาญจนัษฐิติ 1 พฤศจิกายน 2510

 

เกษียณอายุ 30 กันยายน 2529

 

นางสาวสาคร ธนมิตต์ 1 มกราคม 2511

 

นายอนุวัตร ลิ้มสุวรรณ 17 สิงหาคม 2513

 

นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 1 ตุลาคม 2517

 

รองศาสตราจารย์

 

นางอนงค์ นนทสุต 1 พฤศจิกายน 2510

 

นางสาววราภรณ์ เอี้ยวสกุล 10 เมษายน 2510

 

นายศิริพัฒน์ วัฒนเกษตร 15 เมษายน 2512

 

นางอรทัย ศักดิ์สวัสดิ์ 2 ตุลาคม 2515

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์

 

นางสาวสุธีรา อายุวัฒน์ 1 สิงหาคม 2511

 

นางวชิรา กสิโกศล 1 พฤษภาคม 2512

 

นางพูลสุข สิริยาภรณ์ 2 มิถุนายน 2512

 

นางวารุณี สุขรัตน์ไชยกุล 2 มิถุนายน 2512

 

นางไพเราะ ผ่องโชค 1 ตุลาคม 2513

 

นางสมบูรณ์ จัยวัฒน์ 23 มิถุนายน 2514

 

นางเฉลิมศรี นันทวรรณ 1 มิถุนายน 2515

 

นางนิตยา ชูตินันทน์ 1 มีนาคม 2518

 

นางนิตยา คชภักดี 1 กุมภาพันธ์ 2520

 

นางวัชราภรณ์ ภิสสาสุนทร 15 พฤศจิกายน 2520

 

นายสุรเกียรติ อาชานานุภาพ 4 เมษายน 2521

 

นางเสาวนีย์ ศรีติระกุล 1 พฤศจิกายน 2521

 

นางกรรณิการ์ คงทอง 1 กุมภาพันธ์ 2522

 

นางประไพ สุเทวี บุรี 1 เมษายน 2522

 

นายซำแก้ว หวานวารี 15 พฤษภาคม 2523