You are here

ภาควิชาจักษุวิทยา

       เมื่อเริ่มเปิดดำเนินการคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีใหม่ ๆ ภาควิชาจักษุวิทยากับภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา รวมอยู่ในภาควิชาเดียวกัน โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์อุทัย รัตนิน เป็นหัวหน้าภาควิชาฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์จีระ ศิริโพธิ์ เป็นรองหัวหน้าภาควิชาฯ และหัวหน้าหน่วยโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา แต่โดยพฤตินัยแล้วการบริหารหน่วยงานทั้งสองคือ จักษุวิทยาและโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา แยกกันโดยอิสระมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่ง พ.ศ. 2523 จึงได้แบ่งเป็นภาควิชาจักษุวิทยาและภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยาอย่างเป็นทางการ

เลขานุการภาควิชาฯ คนแรก คือ นางสาวกอบแก้ว ป้านทอง

1. แนวนโยบายหลัก

คือ ภาควิชาจักษุวิทยาจะเป็นแหล่งที่ให้ความรู้และสร้างตัวอย่างที่ดีแก่นักศึกษาทุกระดับ คือ ระดับก่อนและหลังปริญญา โดยให้สอดคล้องกับนโยบายหลักของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ นอกจากนี้ภาควิชาฯ ยังเป็นแหล่งที่ให้บริการแก่ผู้ป่วยทุกระดับตั้งแต่ primary ถึง tertiary eye care โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกหรือในระยะที่ผ่านมา แต่ในอนาคตจะเน้นหนักในระดับ tertiary eye care ส่วนด้านการวิจัยนั้นก็จะให้การสนับสนุนทุกวิถีทางแก่ผู้สนใจ ทำการวิจัยทุกชนิด แต่ให้เน้นหนักในการแก้ปัญหาสาธารณสุขด้านจักษุวิทยาของประเทศ

2. ประวัติความเป็นมา

การจัดตั้งภาควิชาจักษุวิทยา เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2508 โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์อุทัย รัตนิน เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่ต้น เช่น การวางรากฐานของภาควิชาฯ การวางนโยบายที่เหมาะสม ตลอดจนเป็นคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ร่างหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ พิจารณารับอาจารย์ พิจารณาแบบแปลนอาคารจัดของบประมาณ ฯลฯ

ในการร่างหลักสูตรนั้นได้ประสานงานกับคณะวิทยาศาสตร์ โดยประชุมร่วมกัน รางแผนการศึกษาหลายครั้ง และต่อมามี Dr.John H. Bryant และ Dr.Joe D.Wray ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อแนะแนวในด้าน active learning อีกหลายครั้ง จึงได้มีการร่างและเขียนออกมาเป็นหลักสูตรแต่ทุกอย่างต้องทำงานแข่งกับเวลา ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์นายแพทย์อุทัย รัตนิน กล่าวว่า

 

การเขียนหลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ ตลอดจนการจัดของบประมาณปีแรกของภาควิชาฯ จำได้ว่าเป็นเรื่องรีบด่วน ได้ทำงบประมาณจนตลอดรุ่งกับภรรยา(คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน) คุณบุญเติม สัณฑมาศ และคุณบุปผา อุปถัมภ์ พยาบาลประจำรัตนินจักษุคลินิกจนรุ่งเช้าไม่ได้นอน 2 วัน 2 คืน จึงเสร็จ ในขณะนั้นมีตัวคนเดียวจริง ๆ สถานที่ก็ต้องใช้บ้านเป็น office ชั่วคราว เลขาฯ ก็ยังไม่มีงบประมาณจะจ้าง

ในด้านการพิจารณารับอาจารย์ในช่วง 5 ปีแรกภาควิชาฯ ได้เน้นหนักในการคัดเลือกอาจารย์ประจำภาควิชาฯ อย่างมาก เพื่อให้ภาควิชาฯ มีความพร้อมในการปฏิบัติงานในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์มากที่สุด โดยคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยถือหลักว่าผู้ที่จะเป็นอาจารย์นั้นจะต้องมีความรู้ดี มีความสามารถและจริยธรรมสูง สนใจด้านการวิจัย และที่สำคัญคือมีวิญญาณของอาจารย์และของแพทย์ในบุคคลคนเดียว ซึ่งหาได้ไม่ง่ายจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าอาจารย์ของภาควิชาฯ จึงมีจำนวนน้อยมาก ในช่วงแรกนี้ก็มีอาจารย์ของภาควิชาฯ เพียง 3 ท่าน คือ ศาสตราจารยายแพทย์อุทัย รัตนิน ศาสตราจารย์นายแพทย์จรีเมธ กาญจนารัณย์ และนายแพทย์ธงชัย ฉัตรานนท์ และผู้เชี่ยวชาญอีก 1 ท่าน คือ นายแพทย์นิยม คอนยาม่า ถึงจะมีจำนวนน้อยแต่ทุกท่านได้เสียสละและร่วมมือร่วมใจกันก่อตั้งภาควิชาฯ ให้เป็นปึกแผ่น และวางรากฐานที่ทำให้ภาควิชาฯ เจริญเติบโตอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งในเรื่องนี้ศาสตราจารย์นายแพทย์อุทัยได้ยืนยันให้ฟังว่า ถึงอาจารย์ของภาควิชาฯ จะมีจำนวนน้อยแต่ทุกคนก็ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้งานทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและไม่รู้สึกเหนื่อยอะไรเลย

ด้านการพิจารณาแบบแปลนอาคารและควบคุมการก่อสร้างนั้น เป็นสิ่งที่เปลืองเวลาและสมองอย่างมาก จะต้องคิดและคาดการณ์ล่วงหน้า จะต้องบอกประโยชน์ใช้สอยของแต่ละห้อง รวมทั้งขนาดรูปร่างเฟอร์นิเจอร์ ต้องขวนขวายขอห้องต่าง ๆ อย่างมาก เพราะแต่ละภาควิชาฯ ก็อยากได้เนื้อที่ใช้สอยกันมากที่สุด ซึ่งตรงข้ามกับประธานคณะกรรมการฯ ที่จะตัดลงให้มากที่สุด เนื่องจากมีเนื้อที่ใช้สอยจำกัด เกี่ยวกับเรื่องนี้ศาสตราจารย์นายแพทย์อุทัย รัตนิน ได้เล่าให้ฟังว่า

การเขียนโครงการเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคิดและคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างมาก บางครั้งจำเป็นต้องละทิ้งคลินิกส่วนตัว และเช่าบ้านที่สวางคนิวาส บางปู เพื่อเขียนโครงการให้ทันเวลาที่กำหนดไว้

การควบคุมการก่อสร้าง เป็นเรื่องหนักใจเหมือนกับการสร้างบ้านให้ตัวเอง เรื่องที่ปวดศีรษะและอารมณ์เสียมากที่สุดก็คือต้องพยายามหาทางให้ผู้รับเหมาทำการก่อสร้างตามสัญญา ซึ่งมักจะไม่ทำตามสัญญาเป็นประจำ

ถ้าใครได้มีโอกาสเห็น model ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีแต่แรก จะเห็นว่ามีสถานบันจักษุวิทยาโดดเด่นอยู่ตรงอาคารจอดรถในขณะนี้ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นศาสตราจารย์นายแพทย์อุทัย รัตนิน ได้ชี้แจงให้ฟังว่า

ในระยะที่กำลังร่วมกับสถาปนิกออกแบบอยู่นั้น เรื่องการก่อตั้งสถาบันจักษุวิทยา ซึ่งได้มีการดำเนินการมาเป็นเวลานานก่อนที่จะมีการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็มีเค้าโครงที่จะได้รับอนุมัติเป็นทางการจึงได้เรียนให้คณะอนุกรรมการฯ ทราบ คณะอนุกรรมการจึงอนุมัติให้สถานที่ซึ่งอยู่ภายในบริเวณโรงพยาบาลรามาธิบดี ตรงริมถนนพระราม 6 ด้านติดกับสถาบันมะเร็ง โดยจัดให้เป็นอาคาร 8 ชั้น แต่เนื่องด้วยขณะนั้นการรับจักษุแพทย์ของภาควิชาฯ ทำด้วยความพิถีพิถันมาก ประกอบกับจักษุแพทย์ก็มีจำนวนไม่มาก จึงไม่สามารถรวบรวมจักษุแพทย์ได้เพียงพอที่จะก่อตั้งสถาบันจักษุวิทยาในเวลาเดียวกันได้ เรื่องนี้จึงต้องเลื่อนเวลาออกไป

ในปี พ.ศ. 2511 ก่อนคณะฯ จะเปิดดำเนินการราว 1 ปี ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย อาจารย์ที่มาร่วมงานก็เริ่มทยอยกลับจากต่างประเทศ รวมทั้งเริ่มมีเจ้าหน้าที่ธุรการเข้ามาปฏิบัติงานในภาควิชาฯ เนื่องจากการก่อสร้างตึกยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ทางคณะฯ ได้เพียงแต่จัดห้องให้ทำงานภาควิชาละ 1 ห้อง ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นห้องตรวจผู้ป่วยนอกของภาควิชากุมารเวชศาสตร์ในปัจจุบัน เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณกอบแก้ว ป้านทอง ได้รื้อฟื้นความหลังให้ฟังว่า

ในห้องขนาด 3 x 4 เมตร2 ตั้งโต๊ะทำงาน 3 ตัว เป็นโต๊ะหัวหน้าภาควิชาฯ 1 ตัว อีก 2 ตัว เป็นของเจ้าหน้าที่ธุรการ 3 คน มีเครื่องพิมพ์ดีด 2 เครื่อง งานทุกอย่างดำเนินอยู่ภายในห้องนั้น ผู้บริหารจึงต้องใช้สมาธิในการทำงานอย่างสูง

ภาควิชาฯ มีการประชุมปรึกษาหารือกันเสมอหัวหน้าภาควิชาฯ กำหนดให้ทุกคนนับตั้งแต่อาจารย์พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ธุรการมีบทบาทในงานของภาควิชาฯ ร่วมกัน โดยหัวหน้าภาควิชาน จะเป็นผู้นำทีมงาน เช่น การจัดทำงบประมาณ ฝ่ายอาจารย์และพยาบาลจะเป็นผู้เลือกซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ ฝ่ายธุรการดำเนินงานด้านเอกสาร.....

ปี พ.ศ. 2512 สำนักงานภาควิชาฯ ชั้น 5 แล้วเสร็จภาควิชาฯ จึงได้ย้ายขึ้นมาที่สำนักงานประจำ ขณะเดียวกันภาควิชาฯ เริ่มเปิดบริการตรวจผู้ป่วย อาจารย์มีงานด้านการสอนการบริการเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็มีงานประจำเพิ่มมากขึ้นด้วย การบริหารงานภาควิชาฯ จึงเริ่มเข้าสู่ระบบราชการที่แท้จริง

เนื่องจากในระยะเริ่มแรกทางภาควิชาฯ มีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษในหน่วยย่อยบางหน่วย ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างซึ่งได้งบประมาณมาไม่เพียงพอที่จะซื้อ จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือกับทุนโคลัมโบ ของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยผ่านกรมวิเทศสหการ ซึ่งในขณะนั้นท่านอธิบดีกรมวิเทศสหการ คือ คุณผิว พูลสวัสดิ์ และท่านรองอธิบดีฯ คือ คุณชูชาติ ประมูลผล ฝ่ายรัฐบาลญี่ปุ่นก็มี Prof. Akira Nakajima และอาจารย์นิยม คอนยาม่า ทั้ง 4 ท่านได้ให้ความสนใจ และให้ความช่วยเหลือภาควิชาฯ อย่างจริงใจ ภายใต้แผนโคลัมโบรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือภาควิชาฯ ดังนี้

ให้ทุนแก่แพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ของภาควิชาฯ 2 รุ่นแรก รุ่นละ 4 คน เพื่อศึกษา Basic Ophthalmology โดยรุ่นแรกเป็นเวลา 12 เดือน และรุ่นหลังเป็นเวลา 9 เดือน

ให้ทุนแก่อาจารย์แพทย์ พยาบาล ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ ไปศึกษาหาความรู้ความชำนาญเพิ่มเติม

จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์การตรวจและผ่าตัดที่ทันสมัยให้กับภาควิชาฯ พร้อมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำรวมทั้งช่วยสอนและวินิจฉัยด้วย เช่น

- อาจารย์นิยม คอนยาม่า ระหว่าง เมษายน พ.ศ. 2512 ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2515 ช่วยก่อตั้งคลินิก Refraction, Orthoptic และ Screening

- Dr.Suguru Fukushi ระหว่าง มีนาคม พ.ศ. 2512 ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2515 ช่วยดำเนินงานด้านวิจัย Biochemistry ของตา

- Miss Midori Kawamura ระหว่าง มีนาคม พ.ศ. 2513 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2513 ช่วยเหลือด้าน Orthoptic

- Miss Ritsuko Terakado ระหว่าง มกราคม พ.ศ. 2514 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2514 ช่วยเหลือด้าน Orthopic

- Prof. Satoshi Ishikawa ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2517 ช่วยเหลือด้าน Ocular Electrophysiology เป็นต้น

 

ให้ทุนซื้อหนังสือและตำราต่าง ๆ เข้าห้องสมุดประจำภาควิชาฯ

อย่างไรก็ตาม ภาควิชาจักษุวิทยามีการขยายเนื้อที่ในทุกด้านน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงเนื้อที่ใช้สอยเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ตัวอย่างเช่น

- หอผู้ป่วยพิเศษ (6 NE) เราเคยมีห้อง VIP 1 เตียง ก็ได้ปรับปรุงเป็นห้องกึ่งพิเศษ 3 เตียง เมื่อปี พ.ศ. 2523

- ห้องผ่าตัด เดิมภาควิชาจักษุวิทยามี 2 ห้อง และโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา 2 ห้อง เมื่อปี พ.ศ. 2521 ได้ปรับปรุงใหม่โดยลดเนื้อที่ใช้สอยอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น ห้องอาหาร ห้องเตรียมคนไข้ ได้ห้องผ่าตัดเพิ่มขึ้นเป็นภาควิชาละ 4 ห้อง ของภาควิชาจักษุ ฯ มี 4 ห้อง แต่มีห้องหนึ่งซึ่งใหญ่สามารถบรรจุเตียงผ่าตัดได้ 2 เตียง ภาควิชาจักษุ ฯ จึงมี 4 ห้อง แต่มีเตียงผ่าตัด 5 เตียง

- หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกไม่ได้ขยายออกเลย นอกจากเมื่อปี พ.ศ. 2526 ได้ห้องสอนแสดงสำหรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นมา คือห้องกาญจนารัณย์ในปัจจุบันนี้ เดิมเป็นหน่วยอนามัยของโรงพยาบาลนี้ แต่เราได้ปรับปรุงเนื่องที่ใช้สอยซึ่งเดิมที่ตั้ง slit-lamp ได้เพียง 4 เครื่อง แต่ปัจจุบันเราตั้ง slit-lamp ได้ถึง 10 เครื่อง

- หน่วยธุรการ เมื่อปี พ.ศ. 2526 ได้ปรับปรุงห้องหัวหน้าภาควิชาฯ เดิม เป็นห้องบรรยายรัตนิน โดยไม่ได้ขยายเนื้อที่เลย

 

3. การบริหาร

ภาควิชาจักษุวิทยา ประกอบด้วยอาจารย์ ข้าราชการและลูกจ้าง 26 คน อาจารย์พิเศษ 10 คน แพทย์ประจำบ้าน 17 คน

การบริหารแบ่งเป็นสายงานต่าง ๆ ดังแผนผังที่ 1 และ 2 (ในภาคผนวก)

อาจารย์ประจำทุกคนมีหน้าที่ประจำ คือ งานบริการ งานสอน งานวิจัย และช่วยงานบริหารด้วย

งานบริการ ได้แก่ การออกตรวจผู้ป่วยนอก ตรวจผู้ป่วยใน ผ่าตัด

งานสอน ได้แก่ การสอนนักศึกษา แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ

งานวิจัย ได้แก่ การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจักษุวิทยาทุกชนิด ตามความถนัดและความต้องการอาจารย์แต่

ละคน ในขณะนี้ส่วนใหญ่มักเป็น Clinical research โดยภาควิชาฯ จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

4. งานบริหาร ได้แก่ การกระจายกันรับหน้าที่ดูแลหน่วยงานต่าง ของภาควิชาฯ การเป็นอนุกรรมการ

 

ต่าง ๆ ของคณะฯ การเป็นกรรมการจัดซื้อจัดจ้างและตรวจรับสิ่งของ การเป็นกรรมการภายนอกคณะฯ โดยที่มีหัวหน้าและรองหัวหน้าภาควิชาฯ เป็นผู้กำกับดูแลรับผิดชอบร่วมด้วย

 

  1. การศึกษา

 

ภาควิชาจักษุวิทยาให้บริการการศึกษาในด้านต่าง ๆ ดังนี้

 

1. นักศึกษาแพทย์ ให้ความรู้พื้นฐานเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ที่จบไปแล้วสามารถตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคตาอย่างง่าย ๆ ได้ (Primary and secondary eye care)

2. แพทย์ประจำบ้าน การเรียนการสอนในระดับนี้มีหลักสูตร 3 ปี ภาควิชาฯ จัดการเรียนการสอนดังนี้

- แพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ให้เรียน Basic Science Course in Ophthalmology โดยใช้หลักสูตรที่เทียบกับ American Academy of Ophthalmology โดยในระยะแรกที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเปิดดำเนินการใหม่ ๆ ภาควิชาฯ ได้ส่งแพทย์ประจำบ้านไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นภายใต้แผนการโคลัมโบ เนื่องจากขณะนั้นยังขาดแคลนอาจารย์แพทย์ ต่อมาเมื่อมีอาจารย์แพทย์มากขึ้นทางภาควิชาฯ จึงจัดสอนกันเอง โดยเริ่มจากการเชิญอาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และจากคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาช่วยบ้าง และเมื่อภาควิชาฯ มีอาจารย์แพทย์เพียงพอภาควิชาฯ จึงจัดสอนเอง พร้อมกันนี้แพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ยังต้องออกตรวจผู้ป่วยนอก ทำ minor ocular surgery และ external ocular surgery ด้วย

- แพทย์ประจำบ้านปีที่ 2 ให้ใช้ความรู้พื้นฐานที่ได้เรียนมาจากปีที่ 1 ตรวจและรักษาผู้ป่วยโรคตาโดยมีอาจารย์เป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด หัดทำผ่าตัดมากขึ้น ในตอนปลายปีจะเริ่มให้ทำ intraocular surgery

- แพทย์ประจำบ้านปีที่ 3 ให้มีความรับผิดชอบเต็มที่ในการตรวจรักษาผู้ป่วยทางยา และผ่าตัดทุกชนิดและยังใช้เวลาส่วนหนึ่งในการตรวจและรักษาผู้ป่วยในหน่วยย่อย (Subspecialty Units) โดยหัวหน้าหน่วยจะเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำ

3. แพทย์และพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไปหลักสูตร 6 เดือน

เป็นการอบรมแพทย์ตามโครงการพิเศษทางด้านจักษุวิทยา ซึ่งจัดโดยกองโรงพยาบาลภูมิภาคกระทรวงสาธารณสุข โดยมีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นผู้ร่วมดำเนินการ แพทย์และพยาบาลในส่วนภูมิภาคที่ผ่านการอบรมหลักสูตรนี้จะสามารถวินิจฉัยโรคตา และผ่าตัดรักษาโรคตาที่พบบ่อยได้ หากพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคที่มีอันตรายก็สามารถแนะนำหรือส่งต่อผู้ป่วย เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง เป็นการลดจำนวนคนตาบอดลงได้

โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2521 และได้รับอบรมไปแล้ว ดังนี้

แพทย์ 5 รุ่น รวม 22 คน

พยาบาล 12 รุ่น รวม 176 คน

และจากการติดตามประเมินผล ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

4. แพทย์ทั่วไป ให้ความร่วมมือกับสมาคมจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยในการอบรมระยะสั้นแก่แพทย์ทั่วไป ให้มีความรู้ทางจักษุวิทยา ซึ่งการอบรมนี้จัดขึ้นปีละครั้ง

 

5. นักศึกษาพยาบาล อาจารย์ในภาควิชาฯ ได้รับเชิญไปสอนนักศึกษาพยาบาลปีที่ 3 ให้หัวข้อตามัว ตาเข และตาแดง เป็นประจำทุกรุ่น

 

6. นักศึกษาพยาบาลหลักสูตรปริญญาโท ช่วยสอนภาคปฏิบัติแก่นักศึกษาพยาบาลหลักสูตรปริญญาโท ประมาณรุ่นละ 3 สัปดาห์

 

7. บุคลากรผู้ช่วยแพทย์

 

7.1 จัดให้มีการเข้าอบรมหลักสูตร วัดสายตาแก่เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์และพยาบาล (Refraction course for paramedical personels) การอบรมรุ่นละ 3 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่ออบรมบุคลากรที่ทำหน้าที่วัดสายตาประกอบแว่น จากส่วนราชการและเอกชน ให้มีความรู้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวัดสายตาประกอบแว่นให้แก่ประชาชนทั่วไป

7.2 จัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับด้านกล้ามเนื้อตา (Orthoptics) ใช้เวลาฝึกอบรมรุ่นละ 6 เดือน เปิดอบรมบุคลากรของส่วนราชการ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาตาเหล่

การอบรมทั้ง 2 หลักสูตรนี้จะเปิดตามความเหมาะสม และความต้องการของหน่วยงานทางราชการ

8. อาจารย์ในภาควิชาฯ รับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ตามที่ขอมา

5. การบริการ

การบริการผู้ป่วยของภาควิชาจักษุวิทยา แบ่งเป็น

หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก

หน่วยรับผู้ป่วยใน

หน่วยห้องผ่าตัด

หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก ภาควิชาจักษุวิทยาถึงจะเป็นภาควิชาเล็ก มีจำนวนอาจารย์ไม่มาก แต่เราก็ได้ให้บริการผู้ป่วยได้มากและมีประสิทธิภาพ หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกของภาควิชาฯ ถึงแม้จะไม่โอ่โถงกว้างขวางแต่เราก็สามารถจัดแพทย์ 9-10 คน ออกตรวจผู้ป่วยได้ในแต่ละวัน โดยมีแพทย์แต่ละคนจะมี slit-lamp ใช้ประจำคนละ 1 เครื่อง เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยโรคให้แม่นยำยิ่งขึ้น เครื่อง slit-lamp ประจำตัวนี้เป็นนโยบายของศาสตราจารย์นายแพทย์อุทัย รัตนิน มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากทุกคนเห็นความสำคัญเรื่องนี้จึงเป็นที่ยึดถืออยู่จนทุกวันนี้ นอกจากนี้เรายังมีหน่วยย่อยตรวจ และให้คำปรึกษาโรคเฉพาะอย่างทางตา (Subspecialty clinic) ซึ่งมักจะเปิดบริการตอนบ่าย เป็นการสนับสนุนทั้งทางด้านบริการ การศึกษา และการวิจัยของภาควิชาฯ

 

หน่วยรับผู้ป่วยใน ภาควิชาฯ มีหอผู้ป่วยสำหรับรับผู้ป่วยใน 3 แห่ง คือ

 

หอผู้ป่วยจักษุพิเศษ จำนวน 11 เตียง

หอผู้ป่วยจักษุสามัญชาย จำนวน 17 เตียง

หอผู้ป่วยจักษุสามัยหญิง จำนวน 16 เตียง

หน่วยห้องผ่าตัด ห้องผ่าตัดจักษุมีทั้งหมด 4 ห้อง 5 เตียง มีเครื่อง Ophthalmic Laser อยู่ในห้องผ่าตัดด้วย 2 เครื่อง คือ Argon-Kripton Laser และ Nd-YAG Laser ภาควิชาฯ บริการผ่าตัดคนไข้ทุกวัน ทั้งผ่าตัดใหญ่และผ่าตัดเล็ก

6. กิจกรรมอื่น ๆ

1. ภาควิชาจักษุวิทยาให้ความร่วมมือกับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยการตรวจตานักเรียนเข้าใหม่ทุกปี หากพบว่ายังพอจะรักษาได้ก็จะให้การรักษาทันที

2. ร่วมมือกับโครงการเวชศาสตร์ชุมชนในการพานักศึกษาแพทย์เข้าชมกิจการของโรงเรียนสอนคนตาบอดทุกปี ๆ ละ 8 ครั้ง

3. อาจารย์ในภาควิชาฯ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการโครงการศึกษาพิเศษแห่งชาติของประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาทางด้านตา

4. อาจารย์ในภาควิชาฯ ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการศัพท์สาขาวิชาการศึกษาพิเศษของโครงการปทานุกรมศัพท์การศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

5. อาจารย์ในภาควิชาฯ ได้จัดกลุ่มแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์และแพทย์ประจำบ้านออกหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกสถานที่ตามจังหวัดห่างไกล ประมาณปีละ 5-10 ครั้ง

6. ภาควิชาฯ ให้บริการตรวจสุขภาพนักเรียน ก.พ. ตามที่ได้ส่งมา

7. อาจารย์ในภาควิชาฯ ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการของกรมแรงงาน เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนที่เกิดจากการประสบอันตรายจากการทำงาน

 

หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา

ศ.นพ.อุทัย รัตนิน พ.ศ. 2511-2519

ศ.นพ.จรีเมธ กาญจนารันณ์ พ.ศ. 2519-2528

ศ.นพ.เทียม หล่อเทียนทอง พ.ศ. 2528-ปัจจุบัน