You are here

ปรับสภาพผิวหน้าอย่างไรให้เหมาะสม

ปรับสภาพผิวหน้าอย่างไรให้เหมาะสม

ปรับสภาพผิวหน้าอย่างไรให้เหมาะสม

ปรับสภาพผิวหน้าอย่างไรให้เหมาะสม

สาร “เอเอชเอ” AHA

หลายคนมักสงสัยว่าสารตัวดังกล่าวนี้คืออะไร มีวิธีการใช้อย่างไร แล้วสามารถปรับสภาพผิวหน้าได้อย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง ควรมีการเตรียมตัว และควรทราบถึงผลของการปรับสภาพผิวหน้ากันอย่างไรบ้าง

การปรับสภาพผิวหน้าคืออะไร

การปรับสภาพผิวหน้า เป็นการใช้น้ำยาที่มีสารเอเอชเอ ซึ่งสกัดจากผลไม้ทาลงไปที่ผิวบริเวณที่ต้องการจะปรับสภาพในระยะเวลาที่เหมาะสมแล้วล้างออก เพื่อให้ผิวหนังนุ่มนวลและอ่อนเยาว์ขึ้น สารที่สกัดนี้จะไม่ระคายเคืองและไม่ทําให้ผิวบริเวณนั้นบางหรือหลุดลอกออกเป็นแผ่นเหมือนการทํา Baby Face

ซึ่งผลของการปรับสภาพผิว ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลงและใช้รักษาสิวเสี้ยนได้ ทั้งยังสามารถใช้ปรับสภาพผิวที่เสื่อมสภาพ หมองคล้ำ โดยเฉพาะผิวที่หยาบกร้านต่อแสงแดดมานาน ช่วยขจัดรอยเหี่ยวย่นเล็กๆ บนใบหน้า ช่วยให้ฝ้า กระ จุดด่างดําบนใบหน้าจางลง ทําให้สีผิวดูกลมกลืนมากขึ้น ช่วยให้ผิวหนังนุ่มใส ดูอ่อนเยาว์ขึ้น และยังทําให้แผลเป็น รวมทั้งรอยด่างดําที่เกิดจากสิวตื้นขึ้นได้

ปรับสภาพผิวหน้าอย่างไรให้เหมาะสม

จํานวนครั้งของการปรับสภาพผิวที่สามารถทําได้ ต้องอธิบายว่า การปรับสภาพผิว หากทําโดยถูกต้อง ก็สามารถทําได้โดยไม่จํากัดจํานวนครั้ง  ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นผลที่สะสมจากการทําาแต่ละครั้ง  ดังนั้นในช่วงแรกของการปรับสภาพผิวจะต้องทําทุก 1-2 สัปดาห์ ประมาณ 5-6 ครั้ง หลังจากนั้นอาจทําห่างกันออกไปเป็นเดือนละ 1-2 ครั้ง

ผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิว จึงควรมีการเตรียมตัวสําหรับการปรับสภาพผิว โดยคืนก่อนและ 1 วันหลังจากปรับสภาพผิวหน้า ควรงดยาทาทุกชนิด เช่น ยารักษาสิว ยาทาฝ้า ยาเอเอชเอ หากพบว่าไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถกลับไปใช้ยาต่างๆ ได้ตามปกติ

ส่วนผลที่เกิดขึ้นหลังการปรับสภาพผิว พบว่า ในขณะที่ทําอาจรู้สึกยิบๆ เล็กน้อย ซึ่งเป็นเพียงชั่วครู่ แล้วจะหายไปเอง หลังการปรับสภาพ ผิวหนังมักเป็นปกติ และสามารถแต่งหน้าได้ ยกเว้นบางกรณีอาจมีผิวหนังลอกเป็นขุยเล็กน้อย ซึ่งจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้ด้วยการทาครีมบํารุงผิว

การดูแลผิวหนังหลังการปรับสภาพผิว ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ หลังทําการปรับสภาพผิว เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้น เนื่องจากแสงแดดอาจทําให้ผิวแสบระคายและดําคล้ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกแดดไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าแสงแดดเป็นตัวการสําคัญที่ทําให้ผิวหนังหมดสภาพเร็วขึ้น เกิดรอยเหี่ยวย่น เกิดฝ้า กระ รวมทั้งมะเร็งของผิวหนัง

ดังนั้นการใช้ยากันแดด ที่มีประสิทธิภาพเป็นประจํา จึงเป็นสิ่งจําเป็นไม่ว่าจะได้รับการรักษา โดยการปรับสภาพผิวหรือไม่ โดยทาบริเวณหน้า และส่วนของผิวหนังที่ต้องสัมผัสกับแสงแดดอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ก่อนออกจากบ้าน

ข้อมูลสําคัญอีกประการคือ ขั้นตอนภายหลังจากการได้รับการรักษาผิวหน้า จะทําให้รู้สึกว่าผิวหน้า ค่อยๆ เนียนเรียบ สดใสขึ้น ริ้วรอยและจุดด่างดําจะค่อยๆ ดีขึ้น สําหรับคนที่มีปัญหาผิวหน้ามาก ก็สามารถมีผิวที่ดีได้หลังรับการรักษา แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษามากขึ้น

หากไม่แน่ใจในขั้นตอนการปรับสภาพผิว ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนจะเริ่มทําการใดๆ บนผิวหน้า เพราะผิวหน้าเป็นส่วนที่อ่อนนุ่ม จึงควรให้ความสําคัญเป็นอย่างดี

ผู้เขียน : รศ. พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ติดตามข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่

นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ @Rama ฉบับที่ 4 คลิก

AtRama.mahidol.ac.th