You are here

“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

ในช่วง 5-6 ปีหลังมานี้ หากติดตามข่าวสารด้านสุขภาพกันดีๆ จะสังเกตได้ว่า ภาวะการระบาดของเชื้อโรค..มีมากขึ้น.. ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับชื่อโรคเหล่านี้

โรคไข้หวัดนก (Bird Flu H5N1)

โรคไข้หวัดหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1 2009)

กับชื่อโรคที่ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยเราเอง ต่างก็ตื่นตระหนกและให้ความสําคัญกับการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนป้องกัน (ในช่วงนั้นยังมี  เจลล้างมือวางขายอยู่หลายยี่ห้ออีกด้วย)

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งโรคที่เชื่อว่าแทบทุกคนคงจะเคยได้ชื่อกันมาตั้งแต่เด็กๆ กันแล้ว และเชื่อว่ากว่าร้อยละ 95 ได้รับวัคซีนคุ้มกันมาเป็นที่เรียบร้อย นั่นคือ

“โรคคอตีบ”

คอลัมน์ Health Station ฉบับนี้ เรามาทําความรู้จักโรคที่ชื่อคุ้นหูกันมาตั้งแต่เด็ก และทําความเข้าใจเกี่ยวกับการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้ใหญ่ เพื่อหาทางป้องกันกันดีกว่า

“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

โรคคอตีบคืออะไร  ลักษณะอาการเป็นอย่างไร ?

โรคคอตีบเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ที่ทําให้เกิดการอักเสบและมีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลําคอ ในรายที่รุนแรงจะมีการโรคคอตีบคืออะไร ลักษณะอาการเป็นอย่างไร ? ตีบตันของทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทําให้เสียชีวิตได้ พิษของเชื้ออาจทําให้มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและเส้นประสาทส่วน ปลาย ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก มีอาการไอ เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในเด็กโตอาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบ บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิลและบริเวณลิ้นไก่ แผ่นเยื่อนี้เกิดจากพิษที่ออกมาทําาให้มีการทําลายเนื้อเยื่อและทําให้มีการตายของเนื้อเยื่อทับซ้อนกัน เกิดเป็นแผ่นเยื่อติดแน่นกับเยื่อบุในลําคอตำแหน่งที่อาจพบการอักเสบและมีแผ่นเยื่อได้ เช่น

  1. ในจมูก ทําให้มีน้ำมูกปนเลือดเรื้อรัง มีกลิ่นเหม็น
  2. ในลําคอและที่ทอนซิล ซึ่งแผ่นเยื่ออาจจะเลยลงไปในหลอดคอจะทําให้ทางเดินหายใจตีบตัน หายใจลําบาก และอาจทําให้เสียชีวิตได้
  3. ตําแหน่งอื่นๆ ได้แก่ ที่ผิวหนัง เยื่อบุตา หรือในช่องหู
“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

ภาวะการระบาดเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ?

การระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน น่าจะเป็นผลจากการที่ไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นในเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ทําให้ไม่มีภูมิคุ้มกันที่จะป้องกันโรคได้ เมื่อพบผู้ป่วยโรคคอตีบขึ้น จึงมีการแพร่กระจายไปยังคนเหล่านี้ได้ รวมทั้งแพร่กระจายเชื้อไปยังเด็กที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนหรือยังได้รับวัคซีนไม่ครบด้วย

“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

โรคตีบที่กําลังระบาดในเด็กและในผู้ใหญ่ มีลักษณะอาการและความรุนแรงแตกต่างกันอย่างไร ?

โรคคอตีบ สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักไม่พบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากเด็กในช่วงอายุนี้ได้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจากแม่แล้วและมีโอกาสสัมผัสโรคน้อย ในประเทศที่ยังไม่พัฒนามักจะพบโรคคอตีบในเด็กเล็กได้มาก อาจเป็นเพราะเด็กอาจยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคนั่นเอง แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบอุบัติการณ์ของโรคคอตีบได้น้อย แต่ถ้าหากพบโรค มักจะพบในคนตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป เนื่องจากการขาดการฉีดวัคซีนกระตุ้น ส่วนอาการที่พบในเด็กและในผู้ใหญ่จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน

แนวทางการรักษาโรคคอตีบในปัจจุบันทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่

เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคคอตีบ แพทย์จะให้การรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล และอยู่ในห้องแยกโรคเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย เนื่องจากเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง แนวทางการรักษาได้แก่ การให้ยาต้านสารพิษของเชื้อและการให้ยาปฏิชีวนะ นอกจากนั้นต้องเฝ้าระวังเรื่องระบบหายใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีการอุดทางเดินหายใจได้ และเฝ้าระวังระบบไหลเวียน เนื่องจากโรคคอตีบอาจทําให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เกิดหัวใจล้มเหลวหรือความดันโลหิตต่ำได้

“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน มีวิธีการฉีดอย่างไร และควรมีฉีดกระตุ้นด้วยหรือไม่ ?

ในเด็กจะเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบเมื่ออายุ 2 เดือน โดยอยู่ในรูปแบบของวัคซีนรวม โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก และโรคไอกรน (DTwP หรือ DTaP) โดยเข็มแรกฉีดเมื่ออายุได้ 2 เดือน เข็มที่ 2 โรคคอตีบ สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่มักไม่พบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากเด็กในช่วงอายุนี้ได้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจากแม่แล้วและมีโอกาสสัมผัสโรคน้อย ในประเทศที่ยังไม่พัฒนามักจะพบโรคคอตีบในเด็กเล็กได้มาก อาจเป็นเพราะเด็กอาจยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคนั่นเอง แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบอุบัติการณ์ของโรคคอตีบได้น้อย แต่ถ้าหากพบโรค มักจะพบในคนตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป เนื่องจากการขาดการฉีดวัคซีนกระตุ้น ส่วนอาการที่พบในเด็กและในผู้ใหญ่จะมีลักษณะคล้ายๆ กันโรคตีบที่กําลังระบาดในเด็กและในผู้ใหญ่ มีลักษณะอาการและความรุนแรงแตกต่างกันอย่างไร ? แนวทางการรักษาโรคคอตีบในปัจจุบันทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน มีวิธีการฉีดอย่างไร และควรมีฉีดกระตุ้นด้วยหรือไม่ ? ฉีดเมื่ออายุ 4 เดือน เข็มที่ 3 ฉีดเมื่ออายุ 6 เดือน เข็มที่ 4 ฉีดเมื่ออายุ 18 เดือนและเข็มที่ 5 ฉีดเมื่ออายุ 4-6 ปี ตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข หลังจากนั้นฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (Td) หรือคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (Tdap) เมื่ออายุ 11-12 ปี และต่อไปฉีดกระตุ้นวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (Td) ทุก 10 ปี

อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเป็นอย่างไร?

เด็กที่ได้รับวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน อาจมีไข้ และร้องกวนได้บางรายอาจมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีดวัคซีน อาการมักจะเริ่มราว 3-4 ชั่วโมงหลังการฉีด และมีอาการนานไม่เกิน 2 วัน ซึ่งวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (Tdap) ที่ฉีดในเด็กโตและผู้ใหญ่ และวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (Td) อาจมีปฏิกิริยาเฉพาะที่ ซึ่งมักไม่รุนแรง

“โรคคอตีบ” ภัยเงียบที่กำลังกลับมาคุกคามชีวิต

แนวทางการป้องกันการระบาดของโรคคอตีบทําได้อย่างไร ?

การป้องกันโรคคอตีบที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีน นอกจากนั้น ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรค การรู้จักใช้หน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับผู้ป่วยซึ่งสามารถช่วยลดการระบาดลงได้

หากสงสัยว่าจะมีอาการที่อาจส่งผลต่อการระบาดของโรคคอตีบแล้วนั้น ให้รีบมาพบแพทย์โดยทันที เพื่อทําการรักษา และเพื่อป้องกันการระบาดไปสู่ผู้อื่น สิ่งสําคัญคือ ต้องหมั่นตรวจสุขภาพกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะปกติหรือเจ็บป่วย

ผู้เขียน : ผศ. นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ติดตามข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่

นิตยสารวาไรตี้เพื่อสุขภาพ @Rama ฉบับที่ 6 คลิก

AtRama.mahidol.ac.th